ในปัจจุบันนี้ระบบการซื้อขายสินค้าของญี่ปุ่นถ้าให้เทียบกับในอดีตนับว่าพัฒนาขึ้นอย่างมาก เพราะเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปเทคโนโลยีก็เริ่มเข้าในชีวิตของมนุษย์มากขึ้น และก็มีสิ่งหนึ่งที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้คนมาโดยตลอดนั่นคือ ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ ที่เป็นที่นิยมไปทั่วประเทศและเลื่องชื่อถึงทั่วโลก ดังนั้น วันนี้อนิไทม์เลยจะพาผู้อ่านทุกคนมาเปิดประวัติของตู้ขายสินค้าอัตโนมัติกันค่ะว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้างเจ้าตู้นี้ถึงเป็นที่นิยมกันขนาดนี้

จุดเริ่มต้นของตู้อัจฉริยะ

ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า จิโดฮันไบคิ มีชื่อเสียงโด่งดังมากไปทั่วโลก เพราะวิธีการซื้อขายนั้นสะดวกและง่ายมากๆ โดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าแม่ขายเลยสักนิด เพียงแค่เราหยอดเหรียญใส่ธนบัตรลงไปก็สามารถซื้อของต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะตู้กดเครื่องดื่มกระป๋องซึ่งที่ไทยเราก็มีให้เห็นอยู่ตามที่ต่างๆ หลายคนอาจจะเข้าใจว่าเจ้าตู้นี้เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะที่ประเทศนี้ ทุกๆ ร้อยเมตรเราจะมักพบตู้ขายเครื่องดื่มอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ได้มีแค่พวกเครื่องดื่มเท่านั้น ยังลามไปถึงบุหรี่ ไอศกรีม ราเม็ง หรือแม้กระทั่งนิตยสารก็มี

แต่ความจริงแล้ว ตู้ขายของอัตโนมัติมีจุดกำเนิดที่อียิปต์ต่างหาก ย้อนกลับไปที่คริสต์ศักราชที่ 10 ในยุคสมัยอียิปต์ เฮโรแห่งอเล็กซานเดรีย นักคณิตศาสตร์และวิศวกรชาวกรีกเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องขายตู้อัตโนมัติเป็นคนแรกของโลก โดยเครื่องที่เขาสร้างเป็นตู้จำหน่ายน้ำมนต์อัตโนมัติ โดยคิดค่าบริการ 5 แดรชม่า (เหรียญกรีซโบราณ) 

เมื่อหยอดเหรียญแล้วมันจะตกลงบนถาดที่เชื่อมต่อกับคันโยก และคันโยกจะเปิดท่อที่สามารถทำให้น้ำไหลลงมาได้ โดยถาดนั้นจะเอียงจนกว่าเหรียญจะตกลง และเมื่อไม่มีน้ำหนักของเหรียญแล้วคันโยกจะดันขึ้นและปิดท่อ ทำให้ในสมัยนั้นการใช้น้ำมนต์ภายในวัดจำเป็นต้องมีเหรียญเงินตราไว้ซื้อน้ำมนต์ไว้ใช้ จึงเป็นการถือกำเนิดตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ

กระจายออกไปทั่วโลก

ประเทศอังกฤษ

เข้าสู่ปี 1615 วิทยาการการสร้างตู้อัตโนมัติได้กระจายไปทั่วยุโรป โดยเริ่มต้นที่ประเทศอังกฤษ ได้มีการสร้างตู้จำหน่ายบุหรี่อัตโนมัติไว้ตามร้านเหล้าหรือตามโรงแรม ต่อมาในปี 1857 ถือกำเนิดตู้อัตโนมัติที่จริงจังอีกอย่างเกิดขึ้นก็คือ ตู้ขายไปรษณียบัตร ซึ่งเจ้าตู้นี้ถือว่าเป็นตู้แรกของโลกที่ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรอย่างถูกต้อง

ประเทศอเมริกา

ในปี 1884 ได้มีการพัฒนาให้ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติมีช่องลิ้นชักไว้รับของเพิ่มขึ้น จากนั้นอีก 4 ปีต่อมา ทางบริษัท Thomas Adams Gum Company เริ่มมีการผลิตและติดตั้งเจ้าตู้นี้ตามสถานีรถไฟทั่วนิวยอร์กเป็นเจ้าแรกของโลก โดยสินค้าอย่างแรกที่มีการจดสิทธิบัตรวางขายเป็นอย่างแรกในนิวยอร์กก็คือหมากฝรั่ง จากนั้นในปี 1897 ทางบริษัท Pulver Manufacturing Company ได้ออกไอเดียพัฒนาตู้นี้ไปอีกขั้นให้กลายเป็นตู้เกม โดยจะใส่พวกตุ๊กตุ่นของแถมตัวเล็กๆ ลงไปในตู้ ซึ่งก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยตู้นี้จะถูกออกแบบมาคล้ายๆ กับตู้สล็อตและเกมพินบอล

ประเทศญี่ปุ่น

ความโด่งดังของตู้นี้หลายคนอาจจะนึกถึงประเทศญี่ปุ่นเป็นที่แรก เพราะมีเยอะมากกกถึงมากที่สุด จุดเริ่มต้นของตู้ขายสินค้าอัตโนมัติในญี่ปุ่นเริ่มต้นจากในปี 1890 (ยุคเมจิที่ 23) โอโนะ ชินโซ กับ ทาวารายะ โคชิจิ ได้เป็นผู้รับเทคโนโลยีและจดสิทธิบัตรตู้ขายสินค้าอัตโนมัติเป็นสองคนแรกของญี่ปุ่น โดยเครื่องแรกเป็นการจำหน่ายไปรษณียบัตร ผ่านไปไม่นานทางคุณทาวารายะก็ได้รับคำร้องขอจากที่ทำการไปรษณีย์ให้มีการคิดค้นพัฒนาตู้เพิ่มมากกว่าเดิม โดยเขาก็ได้เพิ่มฟังก์ชันการใช้งานเป็นระบบการทอนเหรียญและช่องคืนเหรียญเพิ่มเข้ามา

ต่อมาในปี 1904 (ยุคเมจิที่ 37) ทางคุณทาวารายะก็ได้ประดิษฐ์คิดค้นตู้ขายสินค้าอัตโนมัติให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปอีกขั้น โดยการเพิ่มช่องจำหน่ายสแตมป์และจดหมายเพิ่มขึ้น ตั้งแต่นั้นมาทำให้ชื่อเสียงของคุณทาวารายะโด่งดังและเป็นที่รู้จักในนามผู้ที่สร้างและพัฒนาตู้ขายสินค้าคนแรกของญี่ปุ่น ปัจจุบันตู้นี้ถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ในโตเกียว แต่ทว่าตู้จำหน่ายไปรษณีย์ที่ว่ายังไม่มีการพัฒนาไปเป็นแบบอื่น และไม่ได้ตั้งอยู่ทั่วไปเหมือนที่เห็นเหมือนในปัจจุบัน 

เข้าสู่ช่วงปี 1924 (ไทโชที่ 13) นากายามะ โคอิจิโร่ ได้เริ่มพัฒนาประดิษฐ์จากตู้จำหน่ายสินค้าไปรษณีย์เป็นตู้จำหน่ายขนม การคิดค้นในครั้งนี้ทำให้เจ้าตู้ขายสินค้าอัตโนมัติได้แพร่หลายไปทั่วญี่ปุ่นนั่นเอง ช่วงครึ่งปีแรกในปี 1955 (ยุคโชวะที่ 30) จากตอนแรกที่ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติยังมีหน้าตาเหมือนตู้ไม้ทรงแปลกๆ อยู่ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นตู้เหลี่ยมๆ เครื่องจักรอย่างจริงจัง หลังจากนั้นเจ้าตู้นี้ก็พัฒนาและแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว จนถึงปี 1967 ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติก็พัฒนาไปเป็นสามารถรับเหรียญ 100 เยน และ 50 เยนได้แล้ว นอกจากนี้การรถไฟแห่งชาติก็ได้สร้างตู้จำหน่ายตั๋วระยะสั้นไว้ที่สถานีอีกด้วย

นับแต่นั้นตู้ขายสินค้าอัตโนมัติก็แพร่หลายติดตั้งกระจายอยู่ทั่วญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 (ยุคเฮเซที่ 12) โด่งดังและนิยมมากถึงขนาดมีตู้ติดตั้งอยู่ถึงจำนวน 560,000 เครื่องเลยทีเดียว และมีการพัฒนาไปสามารถใส่ของกินและของใช้เพิ่มลงในตู้เพื่อให้มีความหลากหลายในการใช้งานมากขึ้น

กาลเวลาเปลี่ยน ตู้ก็เปลี่ยน

ด้วยความที่มีตู้ขายสินค้าอัตโนมัติเกิดขึ้นมากขึ้น ทางบริษัทต่างๆ ก็ได้ผลิตคิดค้นรูปแบบให้เยอะขึ้น โดยเฉพาะตู้กดน้ำที่มีอยู่เต็มทั่วเมืองให้สามารถแบ่งเป็นแบบร้อนและแบบเย็นได้ อีกทั้งนอกจากจะรองรับเหรียญได้แล้วยังสามารถรับธนบัตรได้อีก ความทันสมัยยังไม่หมดเพียงแค่นี้ สิ่งที่ล้ำกว่าก็คือบางตู้สามารถทัชสกรีนสัมผัสได้ รวมไปถึงสามารถใช้บัตรรถไฟฟ้า Suica หรือ Passmo จ่ายแทนเงินสดได้อีกด้วย ทั้งประหยัดเวลาและสะดวกขนาดนี้ ทำให้มีคนอยู่ไม่น้อยที่เสพติดการใช้ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ

แต่ด้วยความที่เป็นญี่ปุ่นเจ้าแห่งความคิดและพัฒนาอยู่แล้ว จากตู้ไปรษณียบัตร มาตู้ขนม และตู้กดน้ำ สมัยนี้ยังมีการพัฒนากลายเป็นตู้จำหน่ายไอศกรีม ยากิโซบะ ราเม็ง ข้าวปั้น เครป หนังสือพิมพ์ นิตยสาร บุหรี่ หรือมีแม้กระทั่งผัก! สารพัดสิ่งที่มนุษย์จะคิดได้ ไม่ต้องไปต่อแถวให้เสียเวลาอีกต่อไป เราก็สามารถเพลิดเพลินกับหนังสือและของอร่อยได้อย่างรวดเร็ว โดยอุตสาหกรรมการผลิตตู้ขายสินค้าอัตโนมัติที่ผลิตได้มากที่สุดอยู่ที่เมืองยกกะอิจิ จังหวัดมิเอะ ที่สามารถผลิตตู้ได้ถึง 120,000 เครื่องต่อปีเลยทีเดียว

แต่ทว่าเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ช่วงปลายปี 2007 ก็ได้ทำแบบสำรวจจากโรงงานผลิตตู้ขายสินค้าอัตโนมัติพบว่าจำนวนตู้กลับลดลงเหลือ 545,300 เครื่อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นตู้กดน้ำคิดเฉลี่ยเป็น 48.8% ของจำนวนตู้ทั้งหมด จากในปี 2000 ที่ทำยอดขายได้ถึง เจ็ดล้านล้านเยน แต่ในปี 2008 กลับลดเหลือห้าล้านล้านเยนท่านั้น ซึ่งนับว่ายอดขายลดลงไปไม่น้อยเลย

สาเหตุที่จำนวนลดลงเป็นเพราะว่าจำนวนตู้นั้นมีมากเกินไป จะสังเกตได้ว่าถ้าเป็นในโตเกียวหรือเมืองใหญ่ๆ เราจะพบตู้พวกนี้ได้ถี่จนชนิดที่ว่าบางตู้ก็ไม่เคยถูกใช้งานเลย ด้วยความที่มีมากจนล้นทำให้ยอดขายลดลง อย่างไรก็ตาม เราก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติยังคงเป็นช่องทางซื้อขายที่มีบทบาทเคียงคู่วิถีชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นอย่างแยกไม่ได้จนถึงทุกวันนี้

 

ดูเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยแท้ๆ แต่กลับมีประวัติยาวนานมาถึง 2000 ปี อีกทั้งยังช่วยให้ประหยัดเวลาและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นอีก คุณผู้อ่านที่ไปญี่ปุ่นครั้งหน้าอย่าลืมลองกดตู้ขายของอัตโนมัตินะคะ เดี่ยวจะไปไม่ถึงญี่ปุ่น

 

อ้างอิง

 

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *