home CULTURE, SCOOP ย้อนรอยโรงละครกระดาษ ‘คามิชิไบ’ ศิลปะการเล่าเรื่องแบบญี่ปุ่น

ย้อนรอยโรงละครกระดาษ ‘คามิชิไบ’ ศิลปะการเล่าเรื่องแบบญี่ปุ่น

แอนิเมชันหลอนๆ เกี่ยวกับภูตผีปีศาจในปัจจุบันมีอยู่มากมายแต่หนึ่งในนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่งที่มีวิธีการเปิดเรื่องที่น่าสนใจและแตกต่างไปจากเรื่องอื่นๆ อยู่ นั่นก็คือเรื่อง ยามิชิไบ (Yamishibai) ที่ปัจจุบันมีออกมาหลายซีซันให้ติดตามกัน โดยอนิเมชันเรื่องนี้มีวิธีการเปิดเรื่องด้วยละครกระดาษที่ญี่ปุ่นเรียกกันว่า ‘คามิชิไบ’ หรือ Kamishibai ซึ่งเป็นวิธีการเล่าที่เกิดขึ้นในสมัยโบราณนั่นเอง วันนี้เรามีเรื่องราวของเทคนิกการเล่าเรื่องชนิดนี้มาฝากกันค่ะ

 

ผ่านวันและเวลา ผ่านยุคและสมัย

คามิชิไบ (Kamishibai) เป็นศิลปะการเล่าเรื่องประกอบภาพที่ใช้กันมานาน มีส่วนประกอบคือ แผ่นรูปภาพหลายๆ แผ่นเรียงลำดับตามเรื่องราวพื้นบ้านต่างๆ ที่ใช้สอดเข้าไปในกรอบไม้มีบานประตูปิดเหมือนกับโรงละครเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘บุไต’ โดยมีรูปแบบการเล่าเรื่องด้วยการเลื่อนเปลี่ยนภาพแต่ละภาพไปเรื่อยๆ

คามิชิไบมีต้นกำเนิดในช่วงศตวรรษที่ 12 จากพระสงฆ์ที่ใช้มันสำหรับการเล่าเรื่องธรรมะให้ผู้ที่ไม่รู้หนังสือฟัง จะได้ช่วยดึงดูดความสนใจและจะได้ไม่ง่วงระหว่างฟังเทศน์ มีรูปแบบเป็นม้วนหนังสือภาพประกอบคำสอน คามิชิไบในยุคแรกๆ ยังไม่อาจเคลื่อนย้ายได้ และต่อมาในช่วงยุคเอโดะและยุคเมจิ หรือตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 17 ถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 19 นั้น ก็เริ่มมีการพัฒนารูปแบบให้เหมาะสำหรับนำคามิชิไบมาเล่าเรื่องทั่วๆ ไปตามหัวมุมถนนบ้าง

หลังจากนั้นในช่วงปี ค.ศ.1920 คามิชิไบก็ได้รับความนิยมแพร่หลายออกมานอกวัดโดยมีเหล่าพ่อค้านำบุไตใส่ท้ายรถจักรยานเพื่อขี่ไปตามหมู่บ้านต่างๆ พ่อค้าเหล่านี้เรียกว่า Kamishibaiya หรือก็คือผู้เล่าเรื่องนั่นเอง จะพบพวกเขาอยู่ตามท้องถนนและใช้ กรับไม้ (hiyogoshi) เคาะเรียกเด็กๆ หรือผู้ที่สนใจคนอื่นๆ มาฟังเรื่องเล่าพร้อมกับ ขายขนม ไปด้วย ซึ่งเป็นรายได้หลักของพวกเขาเลยทีเดียว เมื่อซื้อขนมกันแล้วเรื่องเล่าก็จะเริ่มต้นขึ้น…

เรื่องราวที่นำมาเล่าโดยส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านที่รู้จักกัน เช่น เจ้าหญิงคางุยะ โมโมทาโร ผลัดเปลี่ยนกันไปแต่บางครั้งพวกเขาก็เล่ากันไม่จบหรอกนะ พวกเขามักจะเล่าเรื่องยาวต่อเนื่องกันหลายๆ ตอนแล้วอาจจะหยุดเล่าในตอนที่กำลังสนุกมากๆ แล้วก็ปิดโรงละครเพื่อให้เด็กๆ และผู้ชมคอยติดตามในวันต่อไป และจะได้ซื้อขนมของเขาเพิ่มนั่นเอง

 

ยุคสงครามกับสื่อบันเทิงที่มีไม่มากนัก

คามิชิไบรุ่งเรืองเฟื่องฟูมากในยุคที่ญี่ปุ่นประสบความยากแค้นทางการเงินภาวะเศรษฐกิจถดถอย คนจำนวนมากจึงต้องร่อนเร่หาหนทางดำรงชีพไปวันๆ คามิชิไบจึงเป็นงานที่ทำให้พวกเขามีรายได้เล็กๆ น้อยๆ จุนเจือตัวเองได้ และในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงถือเป็นช่วงยุคทองของคามิชิไบ ผู้คนมากมายพบกับความยากลำบากและเกิดความซึมเศร้าเป็นอย่างมากจากการต้องสร้างชีวิตใหม่และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป คามิชิไบจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญและนิยมอย่างมากในสังคม ทั้งในผู้ที่ชมและผู้ที่ประกอบอาชีพนี้ด้วย เนื่องจากเป็นความบันเทิงเพียงอย่างเดียวที่เคลื่อนย้ายได้ง่ายและสามารถนำไปได้ในทุกๆ ที่แม้กระทั่งในหลุมหลบภัยก็ตาม แต่ต่อมาไม่นานคามิชิไบกลับค่อยๆ หายไป…

การหายไปของคามิชิไบ

ในช่วง ค.ศ.1950 เมื่อโทรทัศน์เริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมญี่ปุ่น ผู้คนกำลังนิยมคามิชิไบกันมากจนโทรทัศน์ถูกเรียกว่า ‘คามิชิไบไฟฟ้า’ แต่ทว่าในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังร่ำรวยขึ้น คามิชิไบกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความยากจนและล้าหลัง ขนมต่างๆ ของผู้เล่าถูกมองว่าไม่สะอาด ไม่ถูกหลักอนามัย เรื่องต่างๆ ที่นำมาเล่าก็มองว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียศีลธรรม ผู้ที่เคยเล่าเรื่องแบบคามิชิไบได้เปลี่ยนไปสู่เส้นทางอื่นๆ ซึ่งก็คือ ‘มังงะ’ และ ‘แอนิเมชัน’ ในช่วงเวลาต่อมาแทน แต่คามิชิไบก็ไม่ได้ถึงกับหายสาปสูญไป มันถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เป็นต้นกำเนิดของมังงะ และยังมีเผยแพร่ให้เห็นตามโรงเรียน สถานศึกษา ไปจนถึงห้องสมุดตามที่ต่างๆ ด้วย

 

การกลับมาของคามิชิไบ

ในปัจจุบันมีการนำรูปแบบของคามิชิไบกลับมาใช้ในการเรียนการสอนหรือสถานศึกษา รวมถึงเป็นอุปกรณ์ในการเล่านิทานให้เด็กฟัง ทั้งยังเป็นที่ชื่นชอบทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะ อัลเลน เซย์ (Allen Say) ได้คำนึงถึงการแสดงแบบนี้อย่างยิ่ง และในญี่ปุ่นก็มีการคืนชีพให้แก่คามิชิไบซึ่งจะเห็นได้ตามงานเทศกาลและโอกาสพิเศษต่างๆ เทศกาลคามิชิไบที่โด่งดังที่สุดคือ ‘เทซึคุริ คามิชิไบ’ (Tezukuri Kamishibai) หรือ คามิชิไบทำมือ มีเป้าหมายหลักเพื่อเป็นพื้นที่ให้เยาวชนและผู้ใหญ่ได้มีโอกาสแสดงงานคามิชิไบของตนเอง และแอนิเมชันยามิชิไบก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คามิชิไบเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย

 

คามิชิไบไม่ได้มีเฉพาะในญี่ปุ่น

ศิลปินคามิชิไบในญี่ปุ่นได้นำศิลปะของตนเองเผยแพร่เข้าสู้ประเทศต่างๆ ในเอเชีย มีทั้งประเทศ เวียดนาม ลาว กัมพูชา และไทย รวมไปถึงอเมริกาด้วยเช่นกัน ซึ่งประเทศเหล่านี้ต่างก็ได้ศึกษาเพื่อนำมาจัดทำเรื่องราวในรูปแบบภาษาของตนเอง

 

คามิชิไบใช้ได้ง่ายๆ มือใหม่ไม่ต้องกังวล

อย่างที่กล่าวมาว่าคามิชิไบเป็นการใช้ภาพประกอบการเล่าเรื่องแต่สำหรับใครที่จะนำคามิชิไบไปใช้ก็ไม่ต้องกังวลเพราะคามิชิไบมีลักษณะพิเศษตรงที่คำบรรยายเรื่องราวของหน้าแรกจะอยู่ที่ด้านหลังของหน้าสุดท้ายเพื่อที่ผู้เล่าจะสามารถอ่านเรื่องได้จึงเป็นตัวช่วยสำหรับมือใหม่ และสำหรับผู้ที่จดจำเรื่องได้ก็ถือว่าเป็นตัวช่วยเตือนความจำได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

คามิชิไบถือว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งของญี่ปุ่นที่น่าเรียนรู้ และแม้ว่าในประเทศไทยจะหาชมไม่ได้มากนัก แต่มันจะเป็นสะพานที่ทอดข้ามผ่านกำแพงทางภาษาและวัฒนธรรม ที่แห่งใดมีผู้คนที่ต้องการเล่า หรือแบ่งปันเรื่องราว คามิชิไบจะยังคงดำรงอยู่กับทุกคนเสมอค่ะ

 

 

ที่มา

En.wikipediaKamishibai, MuartsPresentationzen

ภาพวาดประกอบโดย : Baruto_Kun และ Pisittapon

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.