เครื่องแบบสามารถบ่งบอกลักษณะและอาชีพต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ แพทย์ แม้กระทั่ง ‘นักเรียน’ ก็ตาม เราจะเห็นจากตัวละครในแอนิเมชันหลายๆ เรื่อง เช่น เซเลอร์มูน, อีวานเกเลียน มหาสงครามวันพิพากษา, หลับตาฝันถึงชื่อเธอ (Your Name) และอีกมากมายที่มี ‘เครื่องแบบนักเรียน’แตกต่างกันไป ซึ่งมันก็กลายเป็นจุดสังเกตแสนเด่นชัดที่ชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรมการแต่งกายอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว วันนี้เราเลยนำเรื่องของ ‘เซฟุคุ’ เครื่องแบบนักเรียนของญี่ปุ่นมาฝากกันค่ะ

 

ช่วงเวลาในอดีตของ ‘เซฟุคุ’

เครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่นเป็นชุดที่นักเรียนหรือนักศึกษาในประเทศญี่ปุ่นสวมใส่ โรงเรียนชั้นประถมศึกษาส่วนใหญ่ไม่บังคับให้นักเรียนใส่เครื่องแบบมักเริ่มใส่เมื่อขึ้นมัธยม โดยโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนเกือบทุกที่ต่างก็ให้นักเรียนแต่งกายในชุดเครื่องแบบของโรงเรียน รวมทั้งมหาวิทยาลัยสตรีบางแห่งก็ยังคงใช้เครื่องแบบอยู่เหมือนกัน

ความคิดเรื่องเครื่องแบบนักเรียนของญี่ปุ่นเริ่มขึ้นในยุคเมจิในปี ค.ศ. 1879 โดย ‘โรงเรียนกะคุชูอิน’ (Gakushūin) ได้นำเสนอชุดเครื่องแบบที่เป็นชุดกิโมโนแบบเรียบง่ายใส่คู่กับฮากามะ (Hakama) และกางเกงผูกเอวทรงหลวม แม้แต่ทรงผมยังเป็นทรงเดียวกันทั้งหมด ทำให้ในเวลาต่อมาโรงเรียนต่างๆ ก็ได้แต่งเครื่องแบบตามโรงเรียนกะคุชูอินซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในขณะนั้นด้วย

ในปี ค.ศ.1910 ขณะที่นักเรียนชายเปลี่ยนเครื่องแบบเป็นชุดกักคุรัน (Gakuran) ซึ่งได้ต้นแบบชุดมาจากเครื่องแบบของทหารญี่ปุ่นที่ดัดแปลงมาจากเครื่องแบบของทหารรัสเซียอีกที เหล่านักเรียนหญิงยังคงต้องใส่ชุดเช่นเดิมไปโรงเรียน

 

ชุดกัคคุรัน

เครื่องแบบสำหรับนักเรียนชายในระดับมัธยมเรียกว่า กัคคุรัน (Gakuran) โดยทั่วไปส่วนมากเป็นสีดำ แต่บางโรงเรียนก็ใช้สีกรมท่า และสีน้ำเงินเข้มด้วย กัคคุรันเป็นเป็นเสื้อมีปกที่กลัดกระดุมจากบนลงล่าง กระดุมจะมีตราของโรงเรียนประทับอยู่ สวมกางเกงขายาว และคาดเข็มขัดสีดำหรือสีเข้มๆ และมีบางโรงเรียนที่จะบังคับให้นักเรียนติดเข็มกลัดที่ปกเสื้อเพื่อบอกโรงเรียนและบอกชั้นปีด้วย

สำหรับเครื่องแบบกักคุรันเด็กผู้ชายจะให้กระดุมเม็ดที่สองของเสื้อกับเด็กผู้หญิงที่ตนเองหลงรัก ถือเป็นการสารภาพรักในทางหนึ่ง โดยมีความเชื่อว่าเป็นกระดุมเม็ดที่อยู่ใกล้หัวใจและเต็มไปด้วยความรักที่มีมาตลอดสามปีในโรงเรียน

 

ชุดปกกะลาสี

เอลิซาเบธ ลีห์ (Elizabeth Leigh) ผู้อำนวยการของมหาวิทยาลัยสตรีฟุกุโอกะเป็นผู้คิดให้มีการเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบนักเรียน โดยได้รับต้นแบบมาตอนที่เธอไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศอังกฤษแล้วได้เห็นชุดกะลาสีจากกองทัพเรืออังกฤษเข้าพอดี แต่ชุดที่เธอได้จัดทำขึ้นไม่ได้สะท้อนภาพของกองทัพญี่ปุ่นมากท่ากับเสื้อกักคุรันแต่แสดงถึงการรับเอารูปแบบวัฒนธรรมมาจากตะวันตกที่เข้ามาในยุคเมจิ ณ ตอนนั้น

ซึ่งชุดปกกะลาสีเป็นชุดลำลองสำหรับเด็กอังกฤษมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1846 จากการที่มีภาพของเจ้าชายอัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด แห่งเวลส์ในฉลองพระองค์กะลาสีสีขาว หลังจากนั้นมาผู้คนต่างชื่นชอบชุดกะลาสีจนกลายเป็นชุดสำหรับเด็กๆ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ไปจนถึงตัวละครในการ์ตูนแอนิเมชันอีกด้วย

สิ่งที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไรนักในเครื่องแบบนักเรียนหญิงญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ.1920 คือ ทั้งชุดยังคงเป็นสีกรมหรือสีดำพร้อมกระโปรงจีบรอบ เสื้อคอปกกะลาสี และผ้าผูกใต้คอปกเสื้อ ทว่ากระโปรงกลับสั้นลงเรื่อยๆ ยกเว้นโรงเรียนกะคุชูอินที่ยังคงสวมกระโปรงที่ยาวระดับหัวเข่า

 

ชุดสูท

ในปี ค.ศ. 1980 โรงเรียนญี่ปุ่นบางแห่งได้ต้นแบบจากเครื่องแบบของนักเรียนตามโรงเรียนคาทอลิกจึงเกิดชุดนักเรียนแบบใหม่ๆ ก็คือเป็นเสื้อสูท กระโปรง เสื้อสีขาว และผูกโบว์ และในปัจจุบันเครื่องแบบกะลาสีมักให้เด็กมัธยมต้นสวมใส่ ส่วนเด็กมัธยมปลายจะใส่เสื้อสูทและกระโปรง โดยแต่ละโรงเรียนจะใช้ลายผ้าที่ต่างกันไปเพื่อเป็นการแสดงถึงเอกลักษณ์ของสถาบัน เมื่อออกไปนอกโรงเรียน จะสามารถระบุได้จากการแต่งกายของนักเรียนนี่เอง

ทั้งนี้เจ้าหญิงของราชวงศ์ญี่ปุ่นหลายพระองค์ก็ได้สวมชุดเครื่องแบบเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าเซฟุคุนั้นเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมประจำชาติอีกอย่างหนึ่งก็ได้

นอกจากเครื่องแบบทั่วไปแล้วญี่ปุ่นยังมีเครื่องแบบตามฤดูกาล เช่น ในช่วงหน้าร้อนและหน้าหนาวจะมีการปรับแขนเสื้อและเนื้อผ้าให้เหมาะสมกับอากาศด้วย โดยทางโรงเรียนจะมีวันที่กำหนดว่าจะเปลี่ยนเป็นชุดฤดูต่างๆ จะไม่สามารถใส่ตามใจชอบได้  รวมไปถึงรองเท้าและถุงเท้าก็นับรวมเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบ ถุงเท้าโดยทั่วไปเป็นสีกรมท่าและสีขาว รองเท้าเป็นรองเท้าส้นเตี้ยสีน้ำตาลและสีดำ

 

การฝ่าฝืนกฎของโรงเรียน

การฝ่าฝืนข้อบังคับของโรงเรียนมีอยู่ในทุกประเทศเช่นเดียวกันกับในประเทศญี่ปุ่นด้วย ซึ่งนักเรียนบางคนอาจฝ่าฝืนกฎด้วยการใส่เครื่องแบบผิดระเบียบหรือใส่เครื่องแบบข้อห้ามต่าง ๆ เช่น ถุงเท้าย่นๆ ขนาดใหญ่และติดเข็มกลัด นักเรียนหญิงอาจใส่กระโปรงสั้นๆ เย็บเสื้อสูทให้เข้ารูป นักเรียนชายอาจใส่กางเกงระดับสะโพก และปลดกระดุมเสื้อด้วยนั่นเอง

 

ชุดสึเคบัน

ในปี ค.ศ.1960 แฟชันกระโปรงสั้นๆ ของนักเรียนหญิงก็เริ่มต้นขึ้น จนกระทั่งในปี ค.ศ.1990 เกิดการเรียกนักเรียนที่ใส่เครื่องแบบนักเรียนกับกระโปรงที่สั้นมากจนอยู่ในระดับเดียวกับชายเสื้อและย้อมผมว่า โคแกล (Kogal) แต่อย่างไรก็ตามเมื่อถึงงานพิธีสำคัญหรือช่วงสอบมักจะมีการวัดความยาวของกระโปรงอยู่เสมอ

หลังจากที่มีนักเรียนใส่กระโปรงที่สั้นมากๆ ต่อมาในปี ค.ศ.1970 สึเคบัน (Sukeban) หรือก็คือกลุ่มนักเรียนหญิงวัยรุ่นที่ก๋ากั่น มีความห้าว ก้าวร้าว ได้นำรูปแบบชุดกะลาสีที่มีความยาวกระโปรงมากกว่าปกติเพื่อสะท้อนการเป็นขั้วตรงข้ามกับขนบที่นิยมกันในกลุ่มคนทั่วไป และเพื่อเป็นการซ่อนอาวุธไว้ใต้กระโปรงของตนเองด้วย

ติดตามเรื่องราวของสาวแกลต่อได้ที่ ใครไม่แกล สาวแกล – แฟชันสุดเปรี้ยวจี๊ดที่ไม่ว่าใครก็ต้องมอง! ได้เลยค่ะ

 

เครื่องแบบนักเรียนบนจอแก้ว

นอกประเทศญี่ปุ่นผู้คนต่างรู้จักเครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่นจากสื่อหลักๆ อย่างแอนิเมชัน และมังงะซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายใหญ่ก็คือกลุ่มนักเรียนและวัยรุ่นที่ชื่อชอบวัฒนธรรมของญี่ปุ่น มีชุดนักเรียนญี่ปุ่นหลากหลายแบบให้ผู้คนได้ชม รูปแบบที่แตกต่างกันของเครื่องแบบทั้งสีเสื้อ, กระโปรง, ถุงเท้า หรือเสื้อสูท ทำให้เห็นชัดถึงความแตกต่างของเครื่องแบบนักเรียนแต่ละสถาบัน

เครื่องแบบในอนิเมะนั้นก็เป็นการสะท้อนเรื่องเครื่องแบบของนักเรียนญี่ปุ่นในชีวิตจริง คือเป็นการแบ่งแยกด้วยภาพลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ที่เห็นได้ชัดคือ ทั้งชุดเครื่องแบบจริงๆ กับชุดในแอนิเมชันต่างเป็นกระโปรงที่มีความสั้นแบบเดียวกันนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตามเครื่องแบบนักเรียนมักเป็นจุดที่ทำให้นักเรียนที่จบไปแล้วหวนรำลึกถึงความหลังตอนที่ยังอยู่ในโรงเรียน คิดถึงมิตรภาพในช่วงวัยเรียนที่มีความสุขและสนุกสนานได้เป็นอย่างดี และมันจะกลายเป็นความทรงจำที่อยู่คู่กับเราไปได้ตลอดกาล

 

ที่มา

chanceandphysicsgeocitiesmarumurath.wikipedia

ขอบคุณภาพวาดประกอบจาก : MEMO และ PattaYa

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *