เปิดมาเดือนแรกของปีคนไทยเราก็โชว์สปิริตความเป็นครัวโลกที่เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ด้วยการเปิดศึกกันเรื่องของกินตั้งแต่ต้นปีเลยทีเดียวตั้งแต่ #ทีมไม่ลวกบะหมี่หยก #ทีมไม่กินน้ำสิงห์ ไม่กินถั่วงอก ไม่กินลูกเกดและอีกสารพัดทีม เรียกได้ว่าทีมเผือกอย่างเราก็ได้แต่นั่งหิวตอนเที่ยงคืนไปหลายวันเลยทีเดียวกว่าศึกของกินนี้จะจบสิ้น

ในเมื่อเรื่องกินเป็นปัญหาระดับชาติขนาดนี้ วันนี้อนิไทม์ก็มีเรื่องหิวๆ ที่น่าจะเคยเป็นปัญหาสำหรับสายกินอยู่เหมือนกันค่ะว่าจะแยกความต่างของเจ้าของกินชนิดนี้อย่างไรมาฝาก นั่นก็คือ สุกี้ยากี้ นาเบะและชาบู มาดูกันว่าทั้งสามอย่างนี้มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

สุกี้ยากี้

ต้นกำเนิดของ สุกี้ยากี้ มาจากชาวไร่ชาวนาแถบคันไซสมัยเอโดะ ในสมัยนั้นคนญี่ปุ่นไม่รับประทานเนื้อวัวเพราะว่าเลี้ยงเอาไว้ใช้งาน อาหารส่วนใหญ่จะมีเพียงผัก ไก่ ปลา

จนกระทั่งในช่วงปลายสมัยเอโดะ ร้านสุกี้ยากี้แห่งแรกก็ได้ถูกสร้างขึ้นที่เมืองซังโจคาวาฮาระในจังหวัดเกียวโตะเมื่อก้าวเข้าสู่สมัยเมจิก็ได้มีการอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปสามารถรับประทานเนื้อวัวได้อย่างเปิดเผยเพราะสมเด็จพระจักรรพรรดิในสมัยเมจิชอบรับประทานเนื้อวัว ทำให้คนในภูมิภาคคันไซทำให้เริ่มนำเนื้อวัวมาปิ้งกิน

เนื่องจากสมัยก่อนก็ไม่ได้มีตะแกรงย่างเหมือนตอนนี้ เหล่าชาวไร่จึงใช้ สุกีหรือพลั่วมาย่าง (ยากิ) เนื้อวัวเพื่อกิน ต่อมาก็มีคนพัฒนาจากเมนูย่างกลายเป็นเมนูต้มย่างอย่าง สุกี้ยากี้นั่นเอง แถมเมนูนี้ยังเหมาะกับการกินในหน้าหนาวอีกด้วยจึงได้รับความนิยมเรื่อยมา

หม้อสุกี้แต่เดิมเป็นหม้อเหล็กก้นแบนลึกเพื่อสะดวกในการใช้งานแบบกึ่งต้มกึ่งย่าง ปัจจุบันจะเป็นต้มอย่างเดียว ด้วยความที่เนื้อวัวค่อนข้างมีกลิ่นแรงทำให้บางบ้านมักย่างให้พอสุกก่อนมาต้ม

รวมถึงต้องปรุงน้ำซุปให้มีความเข้มข้นสีออกน้ำตาลแลรสหวานจัดเพื่อขจัดกลิ่นสาบวัว วัตถุดิบแท้แบบญี่ปุ่นจะมีแค่ผัก เต้าหู้ เนื้อ และไข่ โดยนิยมสไลซ์เนื้อให้หนา แล้วใส่ทุกอย่างยกเว้นไข่ลงไปในหม้อ จากนั้นราดน้ำซุปสีดำรสหวานให้พอท่วมวัตถุดิบแล้วปิดหม้อ รอจนวัตถุดิบสุกจุงค่อยรับประทาน เวลาจะกินค่อยคีบเนื้อขึ้นมาจุ่มไข่ดิบแทนน้ำจิ้ม

นาเบะ

นาเบะถือกำเนิดหลังสุกี้ยากี้นเพียงนิดเดียวเท่านั้น โดยรวมแล้วไม่ค่อยมีอะไรแตกต่างกันมากนักเนื่องจากสุกี้ยากี้เป็นต้นแบบของนาเบะ แต่เรียกต่างกันเนื่องจากความต่างของภูมิภาค คนแถบคันไซจะเรียกสุกี้ยากี้ ส่วนคนแถบคันโตจะเรียกว่ากิวนาเบะ หรือหม้อไฟเนื้อ ที่เป็นหม้อไฟเนื้อเพราะเกิดขึ้นในยุคเมจิซึ่งได้กล่าวไปแล้วว่าเป็นยุคเนื้อฟีเวอร์ของญี่ปุ่น

การปรุงน้ำซุปจะต่างกัน สีและรสชาติน้ำซุปของกิวนาเบะนั้นไม่เข้มเท่าสุกี้ยากี้เพราะปรุงด้วย มิริน(น้ำส้มสายชู) เหล้า โชยุ และน้ำตาลแต่รับประทานคู่กับไข่ดิบเหมือนกับสุกี้ยากี้

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้ากิวนาเบะก็ถูกสุกี้ยากี้เข้ามาตีตื้นจนเสียความนิยมไป ตั้งแต่นั้นมาคนญี่ปุ่นก็มักจะเรียกกิวนาเบะกันว่าสุกี้ยากี้ แต่กิวนาเบะก็ไม่ได้ยอมแพ้และทำการพัฒนา ฟิวชันตัวเองเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

นาเบะมีหลากหลายประเภท วิธีปรุง วิธีกินหรือวัตถุดิบก็จะแตกต่างกันไปตามชื่อเรียก เช่น อิชิคารินาเบะ เป็นนาเบะที่เกิดจากฮอกไกโด ในหม้อจะอุดมไปด้วยแซลม่อนเน้นๆ หรือคะคิโนะโดเตะนาเบะ เป็นนาเบะที่อัดแน่นไปด้วยหอยนางรม

แต่ก่อนนั้นนาเบะจะกินกันในหม้อเหล็กหรือหม้อดินเผาเคลือบขนาดใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้ก็มีเสิร์ฟเป็นหม้อดินเผาเล็กๆ ขนาด 2-3 คนกินด้วยเช่นกัน

ชาบูชาบู

ชาบูชาบูเป็นหนึ่งในอาหารสไตล์หม้อไฟของญี่ปุ่น คล้ายๆ สุกี้ยากี้ วัตถุดิบก็คล้ายๆ กัน ต้นกำเนิดของชาบูชาบูคาดว่าเริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 20 ร้านอาหารชื่อ สุเอะฮิโระ เปิดขึ้นในโอซาก้า แล้วก็มีเมนูชื่อชาบูชาบู ซึ่งทางร้านก็อ้างว่าดัดแปลงมาจากอาหารหม้อไฟของจีนชื่อว่า shuan yang rou  และรับอิทธิพลจากวิธีกินมาจากชาวมองโกลโดย ลวกเนื้อในหม้อไฟทีละชิ้น หม้อชาบูจึงต้องให้ความร้อนเร็วและคงอุณหภูมิสม่ำเสมอ เพราะการกินชาบูใช้เวลานาน ไม่ได้ใส่วัตถุดิบแล้วรอให้สุกครั้งเดียวเหมือนสุกี้เมนูนี้คงจะถูกใจลูกค้ามากจนทำให้ร้านสุเอะฮิโระใช้ชื่อชาบูชาบูเป็นเครื่องหมายการค้าในปี 1955

ศิลปะการกินชาบูนอกจากใช้ตะเกียบคีบเนื้อแล่บาง ๆ แกว่งไปมาในน้ำเดือดเพื่อให้เนื้อสุกในเวลาไม่กี่วินาที ที่เรียกว่าชาบูก็มาจากเสียง ชาบุชาบุ เวลานำเนื้อลงไปแกว่งในน้ำซุบ

น้ำซุบชาบูจะค่อนข้างใส มีรสชาติเบาและไม่เข้มข้นเท่ากับสุกี้  วิธีการปรุงคือจะใส่น้ำเปล่าลงไปในหม้อ จากนั้นใส่สาหร่ายคอมบุและดาชิ (น้ำซุปปลาแห้ง) ซึ่งพระเอกของน้ำซุปจะอยู่ที่สาหร่ายคอมบุและดาชินี่แหละ จากนั้นนำมาต้มรวมกับผักและเนื้อหมูจนกลายเป็นน้ำซุปที่มีรสชาติเค็มปนหวานนิดๆ

ซอสพนซุ

เวลากินก็จะนำเนื้อหมูจิ้มกับ ซอสพนซุ รสชาติออกเปรี้ยว หวาน เค็มนิด ๆ หรือซอสงาขาว รสนุ่มหอมงา ส่วนไข่จะกินแบบตอกใส่หม้อไม่นำมาจุ่มแบบสุกี้ยากี้หรือนาเบะ

 

 

 

สรุปง่ายๆ ว่าต่างกันที่ต้นกำเนิด น้ำซอส และวิธีการกินนั่นเอง แต่เอาเป็นว่าสำหรับสายกินอย่างเราๆ จะเรียกย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะสิ่งที่สำหรับที่สุดนั้นคือ รสชาติและราคา เขียนไปก็หิวไปเพราะฉะนั้นอย่ารอช้าขอลาไปกินก่อนนะคะ ใครมีวิธีแยกทั้งสามอย่างนี้แบบง่ายๆ หรือชอบกินแบบไหน #ทีมสุกี้ยากี้ #ทีมนาเบะ หรือ #ทีมชาบู ก็มาบอกกันได้ที่เพจน้า~

 

 

 

ที่มา

ja.wikipedia-sukiyaki

ja.wikipedia-nabe

en.wikipedia-nabemono

ja.wikipedia-shabu

en.wikipedia-shabu

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *