เข้าสู่เดือนกรกฎาคม อันเป็นฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่น แน่นอนว่าเครื่องแต่งกายที่นิยมในช่วงนี้ก็คือ ชุดยูกาตะ อันมีประวัติแสนยาวนานและมีให้เลือกซื้อเลือกใส่กันอย่างหลากหลาย ยูกาตะเป็นเครื่องแต่งกายที่คล้ายกับกิโมโนแต่เรียบง่ายกว่า มีความหมายตรงตัวว่าผ้าคลุมอาบน้ำ ในสมัยก่อนมักสวมใส่ยูกาตะหลังกลับจากโรงอาบน้ำรวมเพื่อเป็นการรักษาความชุ่มชื้นหลังจากการแช่น้ำ

ทำไมยูกาตะถึงนิยมใส่ในฤดูร้อน

ยูกาตะทำมาจากฝ้าย จึงสามารถระบายความร้อนได้ดี แต่ก่อนชาวญี่ปุ่นนิยมใส่เป็นชุดคลุมอาบน้ำ ต่อมานิยมใส่ออกไปเที่ยวในงานเทศกาล ความแตกต่างระหว่างกิโมโนและยูกาตะมีหลายอย่างเลยทีเดียว เช่น ผ้ากิโมโนจะหนากว่า ต่างจากผ้าของยูกาตะที่สวมใส่สบาย จำนวนชิ้นของชุดกิโมโน จะมีหลายชั้น และเป็นเรื่องยากสำหรับการใส่เองคนเดียว ส่วนชุดยูกาตะนั้นสวมใส่ง่าย ผู้คนจะนิยมสวมชุดยูกาตะเมื่อออกจากบ้านโดยเฉพาะเทศกาลชมดอกไม้ไฟ และบงโอโอริ ซึ่งมีบทความอธิบายไว้ก่อนหน้านี้

สามารถอ่านเรื่อง บงโอโดริ เพิ่มเติมได้ที่นี่ การเต้นรำต้อนรับวิญญาณบรรพบุรุษ ‘บงโอโดริ’

 

ชุดยูกาตะ เป็นเครื่องแต่งกายมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ในทีแรกยูกาตะนั้นมีชื่อเรียกว่า ยูกาตะบิระ (yukatabira) เขียนเป็นคันจิว่า 湯帷子 มาจากคำว่า ยู เขียนว่า 湯 ที่แปลว่าน้ำร้อน ประกอบกับคำว่าคาตะบิระ 帷子 ที่หมายถึงเสื้อที่ใส่ไว้ข้างใน จึงมีความหมายว่าเสื้อที่ใส่หลังอาบน้ำ เนื่องด้วยในสมัยก่อนยังไม่มีการใช้ผ้าขนหนูห่มตัวหลังการอาบน้ำ และที่ใช้วัสดุเป็นผ้าฝ้ายเนื่องจากในช่วงนั้น ผ้าฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจของญี่ปุ่น อีกทั้งเส้นใยยังอ่อนนุ่มและดูดซับได้ดี สามารถย้อมสีได้ง่ายกว่ากว่าเส้นใยอื่นๆ ที่นิยมใช้สีครามเพราะเป็นสีย้อมจากธรรมชาติที่มีสีสันที่สุดในบรรดาสีอื่นๆ

 

ชุดยูกาตะมีสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งรูปแบบคล้ายกับเครื่องแต่งกายประจำชาติอื่นๆ ของญี่ปุ่น ยูกาตะจะมีลักษณะเป็นชุดผ้าฝ้ายตะเข็บตรง มีแขนกว้าง โดยชุดยูกาตะของผู้ชายจะมีแขนเสื้อสั้นกว่าของผู้หญิง การแต่งชุดยูกาตะแบบเต็มยศ จะประกอบไปด้วย จุบัน(ชุดชั้นใน), ยูกาตะ, โอบิ, รองเท้าเกี๊ยะ, พัดแบบพับ และกระเป๋าถือ เพื่อพกของใช้ส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ เช่นโทรศัพท์มือถือ ในบางครั้งผู้ชายอาจสวมหมวกกันแดดเพิ่มเติมขึ้นด้วย

ยูกาตะแบบดั้งเดิม ทำมาจากผ้ามัดย้อม ทำให้ไม่มีสีให้เลือกสรรมากมายนัก แต่ในยุคปัจจุบันนี้ ยูกาตะมีสีสันที่หลากหลายมากขึ้น เด็กและวัยรุ่นจึงเลือกสวมยูกาตะที่มีสีสันสดใส หรือสีอ่อนพร้อมกับประดับลวดลาย ผู้หญิงจะนิยมเลือกผ้าที่มีลายดอกไม้ ส่วนหญิงสูงอายุจะเลือกชุดยูกาตะที่มีผ้าสีเข้มพร้อมลวดลายเรขาคณิต และผ้าที่ผู้ชายเลือกสวมจะเป็นโทนสีเข้มสนิท

การสวมใส่

การสวมยูกาตะจะใส่ทับเสื้อด้านใน ปลายของชุดควรอยู่ที่ตาตุ่ม ถ้ามีรอยเย็บตรงกลางชุด เส้นนั้นควรอยู่ตรงบริเวณกลางหลังพอดี และชุดยูกาตะจะห่มด้านซ้ายทับด้านขวาเสมอ เพราะการใส่ยูกาตะจากด้านขวาทับไปด้านซ้ายเป็นลักษณะการสวมใส่ของคนตาย โอบิจะนำมาผูกและติดโบว์หรือผูกร้อยด้วยที่รั้ง เรียกว่า โคชิฮิโมะ (koshi-himo) ตามแบบดั้งเดิม นำส่วนที่เป็นโบว์ไว้ทางด้านหลังเพราะถ้าเป็นในสมัยก่อน การนำโบว์ไว้ด้านหน้า ถือเป็นการบอกว่าตนเองเป็นหญิงขายบริการ ผู้ชายมักจะมัดอยู่ระดับสะโพก ผู้หญิงจะมัดอยู่ในระดับเอว และรองเท้าที่ใส่คู่กับยูกาตะ มักเป็นรองเท้าเกี๊ยะที่ทำจากไม้ ส่วนถุงเท้าจะเรียกว่า ทะบิ นั้นไม่ค่อยนิยมสวมกันสักเท่าไร

 

ปัจจุบันชุดยูกาตะก็ยังคงเป็นที่นิยมที่ประเทศญี่ปุ่น และใส่กันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งถ้าใครได้ไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นช่วงเทศกาลในหน้าร้อนก็จะได้เห็นผู้คนสวมเครื่องแต่งกายชนิดนี้กัน การใส่ชุดยูกาตะในโรงแรมยังเป็นการบอกว่าเราเป็นแขกของสถานที่นั้นๆ อีกด้วย เช่นที่ออนเซ็น

ชุดยูกาตะ สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงร้านขายของที่ระลึก ราคาของชุดยูกาตะมีตั้งแต่ 1,000 เยน (ประมาณ 300 บาท) ไปจนถึง 10,000 เยน (ประมาณ 30,000บาท)  ถือเป็นวัฒนธรรมที่น่าสนใจและสวยงามอีกอย่างของประเทศญี่ปุ่น ใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวในช่วงนี้ก็อย่าลืมหามาลองใส่กันนะคะ

 

ที่มา

fashion-history.lovetoknow.com

japan-guide.com

en.wikipedia.org

feelfukuoka.com

streetfighter.wikia.com

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *