home FEATURED ณ 11 มุมน่ารู้ ก่อนไปดู “In This Corner of The World” อนิเมะสงครามโลกครั้งที่ 2 ในมุมมองคนธรรมดา

ณ 11 มุมน่ารู้ ก่อนไปดู “In This Corner of The World” อนิเมะสงครามโลกครั้งที่ 2 ในมุมมองคนธรรมดา

แม้กาลเวลาจะผ่านมากว่า 70 ปีแล้ว แต่ชาวญี่ปุ่นยังไม่เคยลืมภาพความผิดพลาด ความพ่ายแพ้ ความเจ็บปวดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สังเกตได้จากการที่ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวในช่วงเวลานั้นก็ยังถูกผลิตขึ้นมาเพื่อย้ำเตือน ไม่ให้ลูกหลานอาทิตย์อุทัยหลงลืมในความสำคัญของการมีสันติภาพ

“In this corner of the world แค่วาดฝัน ให้โลกสวย” ก็เช่นกัน ภาพยนตร์อนิเมะจากมังงะรางวัลเรื่องนี้เลือกที่จะเล่าเรื่องราวของภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ในมุมมองที่ไม่ใกล้ ไม่ไกล แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจ นั่นก็คือมุมมองของคนธรรมดาๆ อย่างเรา อย่าง “ซึสึ”

 

1. สงครามโลกครั้งที่ 2 ในมุมมองคนธรรมดา

In this corner of the world บอกเล่าเรื่องราวของประเทศญี่ปุ่นในช่วงราวๆ ปี 1930-1950 ก่อนและหลังไฟสงครามโลกครั้งที่ 2 จะปกคลุมประเทศญี่ปุ่นทั่วทุกหย่อมหญ้า ผ่านสายตาของ อุราโนะ ซึสึ หญิงสาวชาวฮิโรชิมะซึ่งได้แต่งงานเข้าตระกูลโฮโจ และต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับสามีที่เมืองไม่ใกล้ไม่ไกลชื่อ คุเระ

เมืองคุเระนั้นเป็นท่าเรือและอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ที่ให้กำเนิดเรือรบดังในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่าง ยามาโตะ แน่นอนว่าที่นี่ย่อมเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เกิดการโจมตีทางอากาศจากฝ่ายสัมพันธมิตรอยู่บ่อยๆ ส่วนฮิโรชิมะนั้นไม่ต้องพูดถึง ต่อให้เราเป็นคนไทยก็ย่อมรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น

ผู้กำกับ คาตาบุจิ สุนาโอะ บอกว่าเขาไม่อยากนำเสนอภาพสงครามแบบเดิมๆ แต่ต้องการจะนำเสนอชีวิตประจำวันของซึสึและผู้คน โดยให้สงครามเป็นเพียงฉากหลังมากกว่า เพื่อที่คนดูจะได้เห็นว่าในชีวิตของคนธรรมดาคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเพราะไฟสงคราม

 

2. สร้างจากมังงะรางวัล

In this corner of the world สร้างจากมังงะรางวัลยอดเยี่ยมจากเทศกาลสื่อศิลปะญี่ปุ่นปี 2009 ความยาว 3 เล่มจบ เรื่อง Kono Sekai no Katasumi ni โดย อ.โคโนะ ฟุมิโยะ

อ.โคโนะ (1968) เป็นชาวฮิโรชิมะโดยกำเนิด และเริ่มวาดการ์ตูนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ก่อนจะย้ายมาเป็นผู้ช่วยนักเขียนการ์ตูนในโตเกียว และเปิดตัวผลงานเรื่องแรกของตัวเองในปี 1995 เธอได้ตระหนักว่าผู้คนนอกฮิโรชิมะแทบจะไม่รู้เลยว่าระเบิดปรมาณูในวันนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนอย่างไร เธอเองซึ่งก็หลีกเลี่ยงที่จะศึกษาเรื่องนี้มาตลอดจึงคิดว่าเป็นหน้าที่ของเธอที่จะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ผู้คนฟัง

ผลงานที่สร้างชื่อให้เธอคือ Town of evening calm, country of cherry blossoms (Yuunagi no Maji, Sakura no Kuni) ซึ่งได้รับทั้งรางวัลกรังปรีซ์จากเทศกาลสื่อศิลปะญี่ปุ่น ปี 2004 และรางวัลเทะสึกะโอซามุ ในปี 2005 เล่าเรื่องราวของฮิโรชิมะผ่านสายตาคนหลายยุค ทั้งยุคหลังสงครามหมาดๆ เชื่อมต่อมาจนถึงยุคปัจจุบันในปี 2004 ว่าความคิดและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

Town of evening calm, country of cherry blossoms เคยได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์คนแสดงครั้งหนึ่งในปี 2007 โดยเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และได้รับรางวัลจากหลายเวที รวมไปถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ญี่ปุ่นด้วย

 

3. กำกับโดยคาตาบุจิ สุนาโอะ

คาตาบุจิ สุนาโอะ อาจไม่ใช่ผู้กำกับชื่อดังที่ใครๆ ก็นึกถึง แต่เขาก็คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มานานพอๆ กับสตูดิโอจิบลิเลยทีเดียว ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิฮง คาตาบุจิก็ได้เป็นหนึ่งในทีมงานของ มิยาซากิ ฮายาโอะ และร่วมผลิตผลงานในยุคก่อนก่อตั้งจิบลิ อย่าง Sherlock Hound รวมถึงเคยได้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับในผลงานดังอย่าง Kiki’s Delivery Service หรือแม่มดน้อยกิกิด้วย

คาตาบุจิมีผลงานการเขียนบทและกำกับมาแล้วมากมายทั้งภาพยนตร์อนิเมะ โฆษณา วิดีโอเกม รวมไปถึงอนิเมะซีรีส์เรื่อง Black Lagoon จารชนพันธุ์นรก อนิเมะโหดภาพสวยที่บอกไปก็คงไม่มีใครเชื่อว่าเป็นฝีมือผู้กำกับสไตล์น่ารักคนนี้

งานภาพและการเล่าเรื่องของ In this corner of the world เองก็ยังคงมีกลิ่นอายของผลงานเก่าที่สร้างชื่อให้เขาอย่าง Mai Mai Miracle มหัศจรรย์มิตรภาพข้ามกาลเวลา ซึ่งได้รับรางวัลและเสียงชื่นชมถล่มทลายทั้งจากในและนอกญี่ปุ่นในปี 2009 โดยเฉพาะเรื้่องความสบายตา สบายใจ และความชาญฉลาดในการเลือกใช้ภาพเล่าเรื่อง

 

4. ภาพยนตร์ที่ทุกคนช่วยกันสร้าง

In this corner of the world เป็นโปรเจ็กต์ภาพยนตร์อนิเมะที่เกิดขึ้นได้จากการระดมทุน โดยใช้เวลาเพียงสัปดาห์นิดๆ หลังจากทีมงานเริ่มแคมเปญระดมทุนในเว็บไซต์ makuake โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 20 ล้านเยน (6 ล้านบาท) พวกเขาก็ได้เงินเกินเป้ามาถึง 39 ล้านเยน (12 ล้านบาท) จากผู้สนับสนุนกว่า 3,000 คน

ทีมงานภาพยนตร์เริ่มโปรเจ็กต์ระดมทุนอีกครั้งหลังหนังเข้าฉายที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว คราวนี้เพื่อหาทุน 10 ล้านเยน (3 ล้านบาท) สำหรับส่งหนังไปฉายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก พร้อมกับตัวผู้กำกับที่ต้องการเดินทางไปดูว่าคน “ในแต่ละมุมของโลก” รู้สึกกับหนังต่างกันอย่างไร แคมเปญนี้ระดมทุนสำเร็จตามเป้าในเวลาเพียง 1 วัน และยังมีผู้สนับสนุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 32 ล้านเยน (10 ล้านบาท)

เพื่อเป็นการขอบคุณ หลังจบเอนด์เครดิตแรกซึ่งเป็นรายชื่อของทีมงานผู้สร้างแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมีเอนด์เครดิตที่ 2 ซึ่งเป็นรายชื่อของผู้ที่ร่วมกันสนับสนุนจนเกิดเป็นผลงานชิ้นนี้ขึ้นมาได้ และขอรับรองว่าคุณจะต้องนั่งดูจนจบอย่างแน่นอนเพราะว่ายังมีอนิเมะสั้นน่ารักๆ ที่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักให้ดูกันเพลินๆ ด้วย

 

5. เกร็ดประวัติศาสตร์งี้แน่นปึ้ก

แน่นอนว่าเมื่อเป็นภาพยนตร์ที่สร้างโดยอ้างอิงเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ In this corner of the world จึงถูกเขียนขึ้นโดยการศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดยิบ ทั้งในเรื่องของสถานที่ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คน ไปจนถึงความเชื่อต่างๆ ของชาวญี่ปุ่นในสมัยนั้น

ด้วยเหตุนี้ทำให้ In this corner of the world เต็มไปด้วยเกร็ดประวัติศาสตร์ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ของญี่ปุ่นมากมาย ที่ถึงแม้ว่าในภาพยนตร์จะไม่ได้ลงลึก แต่หลายๆ อย่างก็นำเสนอออกมาได้น่าสนใจจนเราอยากกลับมาหาข้อมูลเพิ่มเติมที่บ้านเลยทีเดียว

ผู้กำกับคาตาบุจิยกตัวอย่างหลายๆ ฉาก ที่เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ซึ่งน้อยคนจะรู้ อย่างการเปลี่ยนมาใช้เสียงผู้ประกาศหญิงในเสียงประกาศต่างๆ จากทางการ ในช่วงหลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม เพื่อลดความหดหู่ของประชาชน

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้หลายอย่างจำเป็นต้องถูกตัดออกไปจากภาพยนตร์ฉบับที่ใช้ฉาย ด้วยเวลาที่ไม่เอื้ออำนวย แต่เขาก็อยากจะใส่ไว้ในตัวภาพยนตร์ฉบับเต็ม ซึ่งอาจจะเป็นในการฉายอีกรอบ หรือในฉบับดีวีดีที่จะวางขายในเวลาต่อไปก็ยังไม่แน่นอน

 

6. ยังมีน้ำใจในมนุษยชาติ

ถึงแม้ว่าจะเริ่มระดมทุนกันในช่วงปี 2015 และเข้าฉายในปี 2016 แต่ในความเป็นจริงภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นวางแผนกันมาตั้งแต่เมื่อ 6 ปีก่อน ซึ่งคาตาบุจิเล่าว่าไม่ช้าไม่นานหลังจากเริ่มต้นขั้นตอนการผลิตภาพยนตร์ เหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในภูมิภาคโทโฮคุก็เกิดขึ้น (มีนาคม 2011)

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำเอาสุสานครอบครัวของโปรดิวเซอร์ มารุยามะ มาซาโอะ พังทลายไป เขาจึงรู้สึกว่าแม้ในปัจจุบันคนญี่ปุ่นจะเหลือคนที่มีความทรงจำเกี่ยวกับสงครามไม่มากนัก แต่พวกเขาก็ล้วนแต่เคยผ่านประสบการณ์สูญเสียที่เจ็บปวดไม่แพ้สงคราม ประสบการณ์ที่ทำให้ชีวิตปกติธรรมดาของพวกเขามีอันต้องพลิกผันไป

ประจวบเหมาะกับในระหว่างที่เขากำลังค้นคว้าข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในภาพยนตร์ เขาก็ได้ทราบว่าในยุคนั้น ผู้คนก็ช่วยเหลือกัน แบ่งปันอาหาร ที่พัก ที่หลบภัยให้แก่กัน เขารู้สึกซาบซึ้งและตระหนักว่าสิ่งที่เราทำให้กันในวันนั้นเมื่อ 70 ปีก่อน ก็ไม่ต่างอะไรกับที่เราช่วยเหลือกันในเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ ปี 1945 ไม่ได้ห่างไกลจากเราอย่างที่คิด และมนุษยชาติยังคงมีความหวังในตัวของกันและกันแม้ในยามที่โลกที่ไม่ได้น่าอยู่ เขาจึงอยากจะนำเสนอความรู้สึกนี้ออกมาผ่านทางภาพยนตร์

 

7. เสียงของสาวน้อยแห่งท้องทะเล

ผู้ให้เสียงพากย์ตัวละครหลักของเรื่องอย่าง โฮโจ ซึสึ ก็คือ โนวเน็น เรนะ หรือชื่อใหม่ในวงการของเธอ “นง” นักแสดงสาววัย 23 ปีที่เคยโด่งดังเป็นพลุแตกจากบทบาทไอดอลนักดำน้ำหญิง อามาโนะ อาคิ ในละครเช้าของสถานีโทรทัศน์ NHK เรื่อง “อามะจัง สาวน้อยแห่งท้องทะเล”

หลังจากมีปัญหาด้านสัญญากับทางต้นสังกัด นงก็ห่างหายไปจากวงการเป็นเวลาเกือบ 3 ปีเต็มๆ และ In this Corner of the World ก็นับเป็นการกลับมารับงานใหญ่ครั้งแรกในรอบหลายปี รวมไปถึงเป็นผลงานพากย์เสียงอนิเมะครั้งแรกของเธอเช่นเดียวกัน

ผู้กำกับคาตาบุจิกล่าวถึงเธอว่า ทันทีที่เห็นเธอในบทอาคิ จากเรื่องอามะจัง เขาก็รู้ทันทีว่าคนนี้จะสามารถมารับบทซึสึได้ เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่ที่ตัวเองไม่เคยรู้ แต่ก็ยังต้องอยู่อย่างเข้มแข็ง และสร้างเสียงหัวเราะให้คนรอบข้างได้ด้วย

นอกจากจะมีลักษณะที่คล้ายกันแล้ว นงตัวจริงยังเหมือนกับซึสึตรงที่ต้องจากบ้านเกิดมาอยู่ตัวคนเดียว โดยมีครอบครัวคอยให้กำลังใจ นอกจากนนั้นนงยังชอบการวาดรูปอีกต่างหาก

“บางครั้งเวลาเธอพูด ผมจำไม่ได้เลยครับ ว่าคนที่พูดอยู่นี้คือนงหรือว่าซึสึ” คาตาบุจิกล่าว

 

8. ดนตรีประกอบสุดไพเราะก็มา

In this corner of the world ได้ Kotringo (โคโตริงโกะ) นักร้อง นักแต่งเพลง และนักดนตรีสาวมากความสามารถ มารับหน้าที่ทำเพลงประกอบ นอกจากเธอคนนี้จะมีผลงานอัลบั้มของตัวเองมากมายแล้ว ก็ยังอยู่เบื้องหลังเพลงประกอบภาพยนตร์และการ์ตูนอย่าง BECK ปุปะจังหวะฮา หรือ Gourmet Girl Graffiti และยังเคยร่วมงานกับผู้กำกับคาตาบุจิมาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Mai Mai Miracle อีกด้วย

เพลงเปิดของภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งเราได้ยินกันไปแล้วในเทรลเลอร์ เป็นการนำเอาบทเพลงสุดคลาสสิกที่มีศิลปินญี่ปุ่นนำกลับมาร้องใหม่กันมากมาย Kanashikute Yarikirenai (เจ็บเกินจะทานทน) ของวงโฟล์กญี่ปุ่นรุ่นเก๋าในยุค 60 อย่าง The Folk Crusaders มาทำใหม่โดยใส่กลิ่นอายของดนตรีแจ๊ซร่วมสมัยซึ่งเป็นแนวทางที่เธอถนัดลงไป จนออกมาลงตัวสุดๆ

สุดท้ายแล้วดนตรีจะออกมาไพเราะเข้ากับภาพยนตร์แค่ไหน ต้องไปชมในโรงภาพยนตร์กันเอง แต่ที่แน่ๆ แล้วก็คือเธอเป็น 1 ใน 5 ตัวเต็งเข้าชิงรางวัลเจแปนอะคาเดมีไพรซ์ สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ตีคู่มากับเพลงประกอบภาพยนตร์สุดฮิตแห่งปีที่แล้วอย่าง Kimi no Na wa โดย RADWIMPS เลยล่ะ

 

9. ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในปี 2016

นิตยสาร Kinema Junpo ทำการจัดอันดับภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในแต่ละปี โดยแบ่งออกเป็นทั้งคะแนนจากนักวิจารณ์และสื่อมวลชนกว่า 100 ชีวิต และคะแนนจากกลุ่มผู้ชมและผู้อ่านนิตยสาร ซึ่งทั้งหมดก็เห็นตรงกันว่า In this Corner of the world นั้นเป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นในปี 2016

Kinema Junpo หรือ คิเนะจุน เป็นนิตยสารภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นซึ่งตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1919 (98 ปี!) และเริ่มจัดการมอบรางวัลให้กับ 10 อันดับภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในแต่ละปีมาตั้งแต่ปี 1926 โดยถือกันว่านี่เป็นหนึ่งในรางวัลที่ยิ่่งใหญ่ โดดเด่น และมีเกียรติที่สุดในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น ยิ่งกว่าเจแปนอะคาเดมีไพรซ์ซึ่งเทียบได้กับออสการ์ของญี่ปุ่นด้วยซ้ำ

รางวัลนี้ยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี นับตั้งแต่เรื่อง My Neighbor Totoro ของสตูดิโอจิบลิในปี 1988 ที่ภาพยนตร์อนิเมะสามารถเอาชนะบรรดาภาพยนตร์คนแสดงและคว้าตำแหน่งนี้มาครอบครองได้ และคาตาบุจิ สุนาโอะ ผู้กำกับ ก็คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวทีนี้ได้เช่นกัน

 

10. กวาดมาแล้ว 22 รางวัล!!

นอกจากการได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่สุดของญี่ปุ่นในปี 2016 โดยนิตยสาร Kinema Junpo แล้ว In this corner of the world ยังสามารถคว้ารางวัลจากเวทีประกวดต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่นมาแล้วมากถึง 22 รางวัล

รางวัลที่ได้รับนี้ก็มีตั้งแต่รางวัลภาพยนตร์เพื่อสันติภาพ จากเทศกาลภาพยนตร์ฮิโรชิมะ, รางวัลสาขานักแสดงนำหญิง ผู้กำกับ เพลงประกอบ และรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหลายเวที ทั้งเทศกาลภาพยนตร์โยโกฮามะ, ไมนิจิฟิล์มอวอร์ด, โตเกียวสปอร์ตฟิล์มอวอร์ด, เทศกาลโอซาก้าซีเนมา, อินเตอร์เน็ตฟิล์มอวอร์ด และอื่นๆ อีกมากมาย

ในแง่ตัวเงิน In this corner of the world เปิดตัวที่อันดับ 10 ของบ็อกซ์ออฟฟิศ ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และได้รับความนิยมจนต้องขยายโรงภาพยนตร์เพิ่มเรื่อยๆ ปัจจุบันมีโรงภาพยนตร์ที่ฉายอยู่ไม่ต่ำกว่า 200 โรง และทำรายได้ทะลุหลัก 2 พันล้านเยน (600 ล้านบาท) ไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

11. เตรียมไปฉายอีก 23 ประเทศ!!!

ความนิยมของ In this corner of the world จะไม่หยุดอยู่แค่ที่มุมหนึ่งของโลกอีกต่อไป เพราะหลังจากประสบความสำเร็จทั้งในการระดมทุน และรายได้จากการฉายในญี่ปุ่นแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เตรียมจะเปิดฉายในอีก 23 ประเทศทั่วโลก

รายชื่อประเทศที่ยืนยันแล้วตอนนี้มีทั้ง สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ฝรั่งเศส ฮ่องกง, อาร์เจนตินา, ชิลี และประเทศอื่นๆ ในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งจะมีฉายทั้งในรูปแบบคำบรรยายภาษาสเปน และพากย์ภาษาสเปนด้วย โดยตัวผู้กำกับคาตาบุติ และนง ก็มีกำหนดการบินไปเปิดตัวภาพยนตร์ถึงเม็กซิโกในวันที่ 3 มีนาคมนี้

 

แต่สำหรับชาวไทย เราไม่ต้องรอนานขนาดนั้น เพราะเราจะได้ชม In this corner of the world ในโรงภาพยนตร์กัน วันพฤหัสที่ 23 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป โดยรายละเอียดและโรงภาพยนตร์ที่เข้าฉายสามารถติดตามได้ทางแฟนเพจ M Pictures .. แล้วคุณจะเข้าใจ ความหมายของชีวิตที่สงบสุข

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.