เมื่อไม่นานมานี้เทรนการถ่ายรูปคู่กับไอดอลหรือศิลปินด้วยกล้องโพลารอยด์ได้รับความนิยมอย่างมากในผู้หญิงจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในงานแจกลายเซนของเหล่าไอดอลไปแล้ว การถ่ายภาพนี้ในญี่ปุ่นจะเรียกว่า เชกิ

เชกิ จากชื่อเล่นของกล้องโพลารอยด์

กล้องโพลารอยด์รุ่นแรกของฟูจิ Instax mini 10

หากสงสัยว่าทำไมเราต้องเรียกการถ่ายรูปโพลาลอยด์ว่าเชกิแล้วล่ะก็ คงต้องย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นนั่นคือกล้อง Instax mini  ซึ่งเป็นกล้องโพลาลอยด์ของบริษัทฟูจิฟิล์ม วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 1988 โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Instax mini 10

แม้จะเปิดตัวในยุคที่กล้องดิจิตอลถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังขายได้ด้วยจุดขายว่าเป็น “ภาพถ่ายที่มีแค่ใบเดียวในโลก”

ต่อมาบริษัทฟูจิก็ได้พัฒนาระบบของกล้องให้มีความทันสมัย เช่น ถ่ายในที่แสงน้อยได้ รวมถึงมีดีไซน์น่ารักสวยงามจนเป็นที่นิยมในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน จากการสำรวจโดยบริษัทฟูจิพบว่าร้อยละ 70 ของผู้ใช้งานเป็นผู้หญิง ต่อมาในปี 2012 บริษัทฟูจิจึงได้ปล่อยกล้องโพลาลอยด์ที่น่ารักที่สุดอย่าง Instax mini 8 Cheki ซึ่งโดนใจตลาดผู้หญิงอย่างแรง ทำให้คนญี่ปุ่นเรียกกล้องโพลาลอยด์ว่า เชกิ ติดปากจนถึงทุกวันนี้

กล้องฟูจิ instax mini 8+ Barbapapa ราคาชุดละ 12,000 เยน (ประมาณ 3,500 บาท)

 

กล้องฟูจิ Instax mini 25 Hello Kitty

ด้วยความที่กล้องรุ่นนี้น่ารัก ราคาไม่แพง ทำให้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากผู้ใช้งาน ส่วนใหญ่ราคากล้องเชกิจะอยู่ที่ประมาณ 5000-20,000 เยน (ประมาณ 1,500-6,000 บาท) ส่วนฟิล์มราคาประมาณกล่องละ 500-1500 เยน (ประมาณ 150-450 บาท)

เมื่อกลายเป็นสินค้ายอดนิยมในหมู่วัยรุ่นหญิงแล้ว เชกิก็ไม่ได้เป็นแค่กล้องถ่ายรูปอีกต่อไป แต่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ฮิตกันในหมู่วัยรุ่นหญิง ซึ่งก็คือกิจกรรมถ่ายรูปกับเหล่าไอดอลนั่นเอง

หลากหลายรูปแบบกับการถ่าย

ภาพเชกิ 2 shot

การถ่ายรูปแต่ละครั้งราคาของรูปจะไม่เท่ากัน รูป Group Shot เป็นการถ่ายรูปกับสมาชิกทั้งวงราคาค่อนข้างสูงขึ้นอยู่กับความนิยมของสมาชิก และจำนวนคน ราคาประมาณ 4,500-10,000 เยน (ประมาณ 1,300-2,900 บาท) ส่วนรูป 2 Shot (อ่านว่าทูช็อต) เป็นการถ่ายรูปคู่กับสมาชิกที่ชื่นชอบเพียงคนเดียว ราคามาตรฐานจะอยู่ที่ 1,000 เยน ต่อรูป 1 ใบ (ประมาณ 290 บาท)

ส่วนในประเทศไทย กิจกรรมถ่ายเชกิก็พบเห็นได้บ่อยขึ้นในงานอีเวนต์ป็อปคัลเจอร์ต่างๆ

ราคาการถ่ายเชกิในไทยมีตั้งแต่ 100-200 บาทสำหรับศิลปินชาวไทยที่มีชื่อเสียงในวงแคบ หรืออาจสูงถึง 500-1,000 บาทสำหรับศิลปินจากต่างประเทศ หรืออาจให้ซื้อสินค้าของศิลปินให้ถึงยอดที่กำหนดจึงจะได้รับสิทธิถ่ายเชกิเป็นของแถม

ตั๋วสิทธิพิเศษ Tokutenken (ใบสีเหลือง)

การสะสมเชกินั้น จะมีบัตรสะสมด้วย เหมือนกับเวลาที่เราดื่มกาแฟครบ 10 แก้ว ก็จะได้ฟรี 1 แก้ว ผู้ที่สะสมเชกิครบตามจำนวนที่กำหนดก็จะได้ถ่ายเชกิฟรี 1 ใบ

นอกจากจ่ายเงินกับทางทีมงานเพื่อถ่ายรูปแล้ว แฟนคลับสามารถซื้อแผ่นซีดีของศิลปิน เพื่อรับ Tokutenken หรือตั๋วสิทธิพิเศษ อย่างเช่น ตั๋ว 1 ใบเท่ากับ 1,000 เยน เมื่อสะสมครบ 3 ใบ จึงสามารถถ่ายเชกิแบบทูช็อตได้ หรือเมื่อสะสมครบ 6 ใบ สามารถพูดคุยกับศิลปินได้ 1 นาที ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะแตกต่างกันไป แล้วแต่ข้อกำหนดของต้นสังกัดศิลปิน

เป็นมากกว่ารูปถ่าย

ด้วยความที่ต้นทุนของฟิล์มโพลาลอยด์อยู่ที่ใบละ 20-35 บาทเท่านั้น ทำให้คนที่ไม่รู้จักวัฒนธรรมเชกิมาก่อนมักสงสัยว่าเหตุใดจึงผู้คนจึงยอมจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนั้น (บางคนถ่ายทีละหลายใบหรือยอมวนต่อคิวใหม่เพื่อถ่ายเพิ่มเสียด้วยซ้ำ) หากสอบถามนักถ่ายเชกิขาประจำจะพบว่าสิ่งที่เธอยอมจ่ายนั้นคือมูลค่าทางใจล้วนๆ

บัตรสะสมเชกิ

เพื่อสนับสนุนศิลปินที่ชื่นชอบ

ผู้ที่จ่ายเงินเพื่อถ่ายเชกิมักจะรู้จักและติดตามผลงานของศิลปินมานานพอสมควรแล้ว ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มไอดอลใต้ดิน (จิกะไอดอล) ที่พยายามปั้นชื่อเสียงและพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง แฟนคลับจะเห็นความพยายามของพวกเขาจนเกิดความรู้สึกว่าอยากช่วยเหลือในทางใดทางหนึ่ง การถ่ายเชกิจึงเป็นการได้จ่ายเงินแก่ศิลปินที่ชอบโดยตรงและเป็นทุนให้เขาผลิตผลงานต่อได้

บันทึกประสบการณ์เพียงหนึ่งเดียวในโลก

สำหรับแฟนคลับที่เป็นคนธรรมดา การถ่ายเชกิจะโอกาสหายากที่แฟนคลับจะได้พูดคุยกับศิลปินคนโปรดแม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ขณะจัดท่าทางถ่ายภาพ และยังได้ภาพคู่กับศิลปินอย่างใกล้ชิดสองต่อสองเป็นที่ระลึกกลับไป เชกิมีข้อดีเหนือกว่ากล้องถ่ายรูปอื่นๆ คือถ่ายแล้วได้รูปทันที จึงสามารถนำรูปให้ศิลปินเซ็นชื่อหรือเขียนข้อความถึงเราโดยเฉพาะได้ด้วย (บางครั้งเป็นตัวเลือกที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม) กล่าวได้ว่าแฟนคลับจะได้รับทั้งความทรงจำและของที่ระลึกที่หาซ้ำที่ไหนไม่ได้อีก

ภาพเชกิ Group shot

ถ่ายได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

สำหรับศิลปินญี่ปุ่นหรือศิลปินต่างชาติบางราย ต้นสังกัดจะมีการกำหนดภาพลักษณ์ สิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ภายในประเทศอย่างเคร่งครัด แต่อาจผ่อนปรนมากกว่าหากเป็นงานที่จัดในต่างประเทศ เช่น ศิลปิน A มีชื่อเสียงมากในญี่ปุ่นจึงมีผู้ร่วมกิจกรรมหนาแน่นทุกครั้ง การถ่ายเชกิจะใช้เวลานานมากและอาจกระทบตารางงาน แต่ศิลปิน A คนนี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักเท่าไรนักในประเทศไทยและต้นสังกัดต้องการเข้ามาทำตลาด จึงจัดให้มีการขายเชกิในไทยได้แต่ไม่มีขายในประเทศญี่ปุ่น

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่เราจะเห็นแฟนคลับจากญี่ปุ่นบินตามมาชมกิจกรรมของศิลปินถึงในประเทศไทยและถ่ายเชกิด้วย เนื่องจากไม่มีโอกาสถ่ายเชกิหรือร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิดภายในประเทศของตนนั่นเอง แล้วไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ด้วยนะ บางทีมีชาวญี่ปุ่นต่อคิวรอถ่ายเชกิจำนวนมากพอๆ กับชาวไทยเลยล่ะ

การถ่ายรูปแต่ละครั้งจะใช้เวลาถ่ายต่อคนประมาณ 1-2 นาที หลังถ่ายรูปเสร็จก็ใส่สมุดสะสมภาพของเราไว้เป็นความทรงจำแสนพิเศษ

ไม่ต้องตกใจไปว่าหากได้เห็นอัลบั้มเชกิของเพื่อนสักคนแล้วคำนวณได้ว่าทั้งเล่มอาจหมดเงินหลักหมื่นบาท เพราะเมื่อเทียบกับคุณค่าและความปลื้มปริ่มใจที่แฟนคลับคนหนึ่งได้รับกับโอกาสที่ศิลปินจะได้มีแรงทำงานต่อนั้น สิ่งที่ได้มีมูลค่าคุ้มเกินเงินที่จ่ายอย่างแน่นอน

 

ที่มา

wikipedia, cheki, cheki2 ,cheki3

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *