home FEATURED, INTERVIEW [Exclusive Interview] กว่าจะเป็นวันนี้ของ ‘Khollad’ ผู้อยู่เบื้องหลัง ‘น้องมะพร้าว’ สติกเกอร์และเว็บตูนสุดฮิต

[Exclusive Interview] กว่าจะเป็นวันนี้ของ ‘Khollad’ ผู้อยู่เบื้องหลัง ‘น้องมะพร้าว’ สติกเกอร์และเว็บตูนสุดฮิต

สำหรับขาประจำของเว็บตูน “น้องมะพร้าวจอมเปิ่น” จะต้องเป็นซีรีส์ที่ใครก็เคยอ่านมาแล้วแน่ ๆ วันนี้เราได้มีโอกาสมาพูดคุยกับนักเขียนของเรื่องนี้ “khollad” (เกาลัด) หรือคุณเฟรนด์ ซึ่งปัจจุบันไม่เพียงแต่เป็นนักเขียนกำลังสำคัญของ Line Webtoon ประเทศไทย แต่เขายังมีสตูดิโอของตนเองที่ทั้งต่อยอดผลงานของทีมงานของพวกเขา ทั้งยังเป็นสตูดิโอคิวทองที่มีผู้ว่าจ้างรออยู่มากมาย เกาลัดมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร วันนี้เขาจะมาเล่าให้เราฟังกัน

 

 

เกาลัดเริ่มต้นจับดินสอวาดรูปตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมเริ่มจับดินสอวาดรูปเล่นมาตั้งแต่เด็ก ๆ ละ เป็นคนที่วาดรูปไม่เก่ง แต่ก็รักการวาด จนกระทั่งตอนม.4 ที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ บังเอิญได้คุยกับรุ่นพี่นักเขียนคนนึง เขาบอกว่าถ้ายังเดบิวต์ไม่ได้เนี่ย มันไม่ดีแล้วนะ เลิกวาดไปดีกว่าไหม ก็เลยเลิกวาดรูป ตั้งใจเรียนวิทย์คณิต แล้วก็เป็นโปรแกรมเมอร์

ระหว่างที่ทำโปรแกรมเมอร์ก็มีเวลาว่าง ก็วาดรูปลงบนอินเทอร์เน็ต แล้วก็โดนหลายเว็บก๊อปไปลง เลยรู้สึกว่า เฮ้ย มันมีคนแชร์เป็นหลักหมื่นเลยนะ เราก็น่าจะทำได้นี่หว่า ก็รู้สึกว่าน่าจะลองทำอย่างจริงจังดู

หลังจากนั้นก็เลยเริ่มรับงานทางแฟนเพจไปพร้อม ๆ กับทำงานประจำ มีคนมาจ้างงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าการวาดรูปจะทำได้รายได้สูงขนาดนี้ ภาพประกอบรูปแรกที่วาดเราคิด 150 บาทเอง

จนกระทั่งวันนึงไลน์จากเกาหลีเมลมาบอกว่าเขาจะกำลังจะทำไลน์ประเทศไทย ต้องการสติกเกอร์ออฟฟิเชียลของคนไทย สนใจจะเข้าร่วมโปรเจกต์นี้ไหม เราก็งงว่าเราเนี่ยเหรอ? ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีชื่อเสียง นักวาดดัง ๆ ก็มีตั้งเยอะ ก็เลยสงสัยว่าทำไมต้องเป็นเรา อำรึเปล่า หรือเป็นสแปมเมล มาเป็นภาษาอังกฤษด้วย ก็เลยไม่สนใจ จนอีกประมาณ 2-3 วัน ไลน์ประเทศไทยก็ติดต่อมาอีกทีเป็นภาษาไทย ก็เลยลองคุยดู เขาก็นัดให้ไปเจอ

แล้วมันเป็นเรื่องที่ตลกมาก ปกติผมจะวาดรูปผู้หญิงผู้ชายด้วยลายเส้นแบบร่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ เพราะผมเน้นว่าการวาดลงแฟนเพจคือการฝึกวาดรูปเฉย ๆ เคยวาดรูปตัวละคร SD ลงเพจแค่ 2-3 รูป แล้วทางเกาหลีก็มาเห็น เราก็บอกว่าปกติวาดแบบนี้นะ เขาก็บอกไม่เอา ๆ ผมชอบรูปนี้ ที่มีอยู่ 3 รูปเนี่ย ผมก็ เอาจริงอะ ไม่มีใครรู้จักเลยนะ แต่เขาก็ยังเอา ก็เลยกลายเป็นสติกเกอร์น้องมะพร้าว

lwt1

ตรงนี้เลยเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตว่าได้ทำสติกเกอร์กับไลน์ ซึ่งตอนนั้นประเทศไทยมีสติกเกอร์แค่ 3 ลาย คือของวิธิตา แล้วก็บ่นบ่น (Bonbonmonja’s Daily Life) แล้วก็ของเรา ซึ่งพอออกมาทุกคนก็ตกใจมากเพราะเป็นคาแร็กเตอร์ที่ไม่มีใครรู้จักเลย คนก็มองว่า เฮ้ย ทำไมมือสมัครเล่นถึงได้เข้าไปขายในนี้ได้ เราก็เลยพัฒนางานเรื่อย ๆ จากมือสมัครเล่นจนตอนนี้กลายเป็นนักวาดคนแแรก ๆ ที่ไลน์ที่จะเลือกไปวาดนู่นวาดนี่แล้ว

เริ่มแรกเราก็ทำงานกับไลน์เป็นหลัก ก็มีสติกเกอร์ที่ทำขายเป็นออฟฟิเชียล แล้วก็มีไลน์คาเมร่า และสติกเกอร์แจกฟรี ตอนนี้ไลน์เขาเน้นทำ Line Pay ที่เป็นแอพจ่ายเงินในไลน์ ก็จ้างเราออกแบบสติกเกอร์แจกรวดเดียว 5 ตัว นอกจากนี้ก็มีงานที่ทำกับต่างประเทศด้วย พวกงานออกแบบมาสคอต หรืออินเทอร์เฟซของแอปพลิเคชันที่เป็นการ์ตูน และงานออกแบบคาแร็กเตอร์ เราก็เริ่มคิดว่าถ้าจะทำอะไรพวกนี้เราน่าจะต้องมีทีมละ ทำคนเดียวมันน่าจะเหนื่อยมาก ก็มีพี่ที่รู้จักคนนึงที่มาร่วมหุ้นทำเป็นสตูดิโอชื่อ “นานามิ แอนิเมชัน”

ทีนี้พอมีไลน์เว็บตูน เขาก็บอกว่าอยากให้ทำการ์ตูนน้องมะพร้าว สนใจไหม ก็ทำออกมา จนตอนนี้ก็เขียนมา 9 เดือนแล้ว เป็นการเขียนเรื่องยาวครั้งแรกและออกมาดีกว่าที่คิด

 IMG_9751

 

70 กว่าตอนที่ผ่านมาและงานคาแร็กเตอร์ดีไซน์ทั้งหลายที่เคยทำ เกาลัดมีแหล่งไอเดียมาจากไหนจึงผลิตผลงานมาได้มากขนาดนี้

จริง ๆ แล้วผมคำนวณจากสถิติและข้อมูล ถ้ายอมเสียเวลาศึกษาเราจะรู้ว่าคนประเทศอะไรชอบอะไร อย่างคนญี่ปุ่นเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นสติกเกอร์หรืออะไรจะชอบภาพขาวดำ ส่วนคนไทยจะชอบอะไรมุ้งมิ้งน่ารัก คนไต้หวันชอบคาแร็กเตอร์ที่ตลกและมีอารมณ์ขัน ส่วนฟิลิปปินส์เขาจะชอบภาพแนวสมจริงและชอบ 3D มากกว่าประเทศอื่น ซึ่งเราก็ได้มาจากการศึกษาแล้วก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกับศิลปินชาวญี่ปุ่น แล้วก็นักออกแบบที่เป็นหัวหน้าทีมของสติกเกอร์ไลน์ญี่ปุ่นก็ถ่ายทอดข้อมูลมาให้


เกาลัดมองว่าช่วงนี้เป็นเทรนด์ของผลิตภัณฑ์การ์ตูนประเภทไหน

จริง ๆ เว็บตูนของเกาหลีเนี่ยมันกำเนิดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์เกาหลีถึงขาลง คนอ่านสปอยล์ในเน็ตเยอะ เจ๊งกันไม่เป็นท่า เขาก็เลยคิดว่าจะทำกันอย่างไร แล้วก็เกิดมาเป็นเว็บตูน ซึ่งเว็บตูนก็เข้ามาในไทยช่วงที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์ในประเทศไทยขาลงเหมือนกันพอดี คนก็เลยหันมาอ่านกันเพราะมันเป็นของฟรี

ผมว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาแล้วที่คนไทยจะไม่เสียตังค์ให้กับสื่อบันเทิง ยกเว้นดูหนังในโรง เพราะฉะนั้นการหาเงินกับคนไทยด้วยการขายของโดยตรงเนี่ยค่อนข้างยาก รูปแบบของอุตสาหกรรมจึงเปลี่ยนเป็นกินเงินจากโฆษณาและอย่างอื่นแทน ซึ่งตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงอีก 3-4 ปีข้างหน้าเนี่ย ถ้าใครทำคาแร็กเตอร์ที่น่าจดจำได้ ผมว่ามันน่าจะกลายเป็นตัวยืนพื้นของยุคต่อไป เพราะตอนนี้มันเป็นยุคที่โซเชียลมาถึงจุดกึ่งกลาง อาชีพที่เป็นที่นิยมก็จะเป็นพวกเอเจนซี่ออนไลน์ เราก็จะได้งานจากกลุ่มนี้เยอะ

lwt2

ในยุคนี้เพจนักวาดการ์ตูนที่มีแฟนเพจเป็นหลักแสนถึงล้านมักได้งานโฆษณากันเยอะ คิดว่าอะไรคือหัวใจสำคัญที่ทำให้บริษัทสนใจเหล่านักวาด ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ได้อยู่ในความสนใจ

เพราะมันถูกมากถ้าเทียบกับโฆษณาในทีวี ถ้าลงโฆษณาในทีวีสักนาทีนึงอย่างน้อยก็สัก 50,000 ละ แต่ถ้าโพสต์ลงโซเชียล ผู้ติดตามทุกคนมีโอกาสที่จะเห็น จะไลค์หรือไม่ไลค์ก็อีกเรื่องนึง และยังมีมูลค่าเพิ่มจากคาแร็กเตอร์ อย่างเช่นเพื่อนผมทำเด็กชายหน้าหมา คนก็จะสนใจเยอะเพราะแฟนเพจเป็นหลักล้าน  แต่นอกจากจำนวนผู้ติดตามแล้วยังได้มูลค่าจากการเป็นเด็กชายหน้าหมา เหมือนจ้างคนธรรมดากับจ้างณเดชน์เป็นพรีเซ็นเตอร์นั่นแหละ


แปลว่าเกาลัดมองว่าช่วงนี้เป็นช่วงขาขึ้นของธุรกิจที่เกี่ยวกับการ์ตูน?

กำลังเริ่มต้น แต่จริง ๆ เรื่องการ์ตูนมันมีมานานละ อย่างตามบล็อกเมื่อสัก 7-8 ปีที่แล้ว ที่มีคนมาโพสต์การ์ตูนกัน แต่ว่าสมัยนั้นคนที่โพสต์จะได้แต่ชื่อเสียงกับแฟนคลับเท่านั้น เมื่อมาถึงยุคของเว็บตูนปุ๊บ นักเขียนก็ได้เงินด้วย หรือถ้าเป็นไลน์เว็บตูนก็คือ ลิขสิทธิ์ก็เป็นของเรา สามารถรวมเล่มได้เอง ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีแผน แต่ถ้าทำจริง ๆ ก็คงเขียนเป็นตอนพิเศษที่ไม่มีในเน็ต


เกาลัดมีงานเว็บตูนที่ต้องลงประจำสัปดาห์ละตั้ง 2 ตอน และมีงานของสตูดิโอด้วย มีวิธีบริหารเวลาอย่างไร

อยู่ดึกล่ะมั้ง (หัวเราะ) ไม่หรอก ผมก็ต้องแบ่งเวลา ช่วงไหนทำอะไรก็ต้องทุ่มกับมันไว้ก่อน บ่อยครั้งก็เลยต้องทุ่มกับหลายงานพร้อมกัน ซึ่งมันไม่ดีหรอก แต่ถ้ามันมีโอกาส ซึ่งมันไม่ได้เข้ามาหาทุกคน อย่างธุรกิจสติกเกอร์และเว็บตูนนี่มาแรงมาก ผมไม่สามารถทิ้งอย่างใดอย่างนึง ก็เลยฟอร์มทีมเป็นสตูดิโอแล้วแบ่งงานอย่างเป็นระบบ โดยผมมีหน้าที่เป็นครีเอทีฟคอยจ่ายงานให้น้อง ๆ ไปออกแบบภาพและคำประกอบ เมื่อก่อนผมก็ทำงานโปรโมต งานมาร์เก็ตติ้งเองด้วย ต่อมาก็เริ่มจ้างทีมเข้ามาทำโดยเฉพาะ จากตอนแรกที่มีกัน 3 คน จนตอนนี้มีสิบกว่าคนแล้ว ทั้งฟรีแลนซ์และประจำ ซึ่งก็มีรายได้เข้ามาต่อเนื่องและสูงพอตัว

ในการคุยกับลูกค้า คิดว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดีลหรือทำความเข้าใจกันให้ดี

วิธีคิดของเราก็คือ เราจะเลือกรับงานที่เขาจ้างเราเพราะเราเป็นเรา เราจะไม่เลือกรับงานที่เขาจ้างเราเพราะเขาหาใครจ้างไม่ได้ และเราก็เลือกประเภทงานด้วย บางงานต่อให้ได้เงินเยอะแค่ไหนเราก็ไม่รับ ถ้ามันไม่เหมาะกับสตูดิโอของเรา ถ้ารับงานจับฉ่ายเราก็ต้องดีลกันตายเลย เพราะเขาจะอยากได้นู่นอยากได้นี่ เราก็ต้องยอมเฉือนเนื้อให้เขา เราจึงเลือกรับงานที่รับกับตัวเราเท่านั้น

ซึ่งการเลือกรับงานนี่แหละที่ทำให้ผมไม่เคยถูกแก้งานแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นเว็บตูนหรือสติกเกอร์และงานออกแบบอื่น ๆ เพราะเขาจ้างเราเพราะต้องการงานของเราจริง ๆ ถ้าจะมีแก้จริง ๆ ก็เช่น เอเจนซี่ขอให้ tie-in หนักกว่านี้ ก็ต้องคุยกันและปรับราคาตามเหมาะสม บางครั้งเจอลูกค้าที่เอาแต่ใจก็จะถามว่า คุณอยากได้งานที่ดี คือจ้างผมแล้วใช้งานผมคุ้มที่สุด ให้ผมคิดเต็มที่ หรืออยากได้งานที่ออกมาไม่ตรงใจเราทั้งสองฝ่าย แต่อันไหนจูนไม่ตรงกันจริง ๆ ก็จะไม่ทำ

แต่ตรงนี้มันเพราะงานเราเยอะไงเลยเลือกได้ ถ้างานไม่เยอะก็อาจเลือกไม่ได้ก็ได้ ตอนนี้เลือกได้ก็กลายเป็นภาพลักษณ์ว่าถ้าจะจ้างเราต้องเป็นแนวทางนี้เท่านั้น ถ้าชอบคาแร็กเตอร์แนวน่ารักต้องมาที่นี่ เขาก็จะพูดกันปากต่อปาก


ตอนนี้น่าจะมีน้อง ๆ จำนวนมากที่อยากเป็นนักเขียนการ์ตูนเหมือนเกาลัด คิดว่าพวกเขาควรเตรียมตัวรับมือกับปัญหาอะไรบ้าง

ผู้ใหญ่มักจะมองว่า “วาดการ์ตูนแล้วจะหาเงินได้เหรอ?” เพราะมันไม่มีที่ไหนที่บอกว่าวาดการ์ตูนแล้วจะหาเงินได้ โรงเรียนก็ไม่ได้สอน ค่านิยมของคนไทยก็คือคนเรียนวิทย์คณิตฉลาด คนเรียนศิลป์โง่ แต่ถ้าแบบนั้นทำไมคนทำสื่อบันเทิงถึงหาเงินได้เยอะกว่าอาชีพอื่น? นั่นเพราะว่าคนเรามีความสุขกับการใช้เงินซื้อความสุขมากกว่าซื้อสิ่งจำเป็น แล้วของพวกนี้ก็เป็นความสุขหมดเลย

สิ่งแรกที่คนที่พ่อแม่ไม่ยอมรับหรือห้ามไม่ให้เป็นนักเขียนการ์ตูนควรทำคือ “สติกเกอร์ไลน์” มันอาจจะไม่เหมือนภาพประกอบหนังสือที่ทำปุ๊บแล้วได้เงินก้อนทันที แต่ถามว่าสำนักพิมพ์มีกี่ที่ แต่ละที่เขาก็มีเจ้าประจำอยู่แล้ว สำนักพิมพ์การ์ตูนไทยก็ยังมีน้อยแห่ง แล้วนักเขียนการ์ตูนไทยจะอยู่ที่ไหน ตอนนี้มีคอมิโคกับไลน์เว็บตูนซึ่งก็เป็นโอกาสที่ดี มันไม่ได้หมายความว่านักเขียนการ์ตูนไทยจะไม่มีทางไปเลย เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันยุคสมัยสักหน่อย

ที่แนะนำสติกเกอร์ไลน์นั้นเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ใครจะทำก็ได้ ขอแค่ไม่ผิดกฎของไลน์ ต่อให้วาดไม่สวยแค่ไหนเขาก็ให้ขาย แล้วถ้าขายได้ก็จะพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่างานนี้มันทำเงินได้ ยิ่งถ้าวาดโดยคิดไว้อย่างดีและมีกลุ่มเป้าหมายที่เด่นชัดก็จะขายได้ดี สติกเกอร์นี่ระดับกลาง ๆ ก็จะขายได้สัก 50,000 เยน หรือหมื่นกว่าบาท ถือว่าสูงนะ วาดรูป 40 รูปได้หมื่นกว่าบาทถือว่าสูงสำหรับมือสมัครเล่น ถ้าทำเป็นระดับโปร อย่างผมทำตอนนี้เซ็ตนึงก็ขายได้ 700,000-800,000 เยนต่อเดือน ถือว่าเยอะมาก มีที่ไหนวาดรูป 40 รูปได้เงินเป็นแสน มันไม่มีนะ แถมไม่ต้องรอให้ใครจ้าง เราทำเองได้ และรายได้ก็เข้าเรา

 

IMG_9746-3

 

ท้ายสุดนี้ขอคำแนะนำสำหรับใครที่อยากทำอาชีพด้านนี้สักหน่อย

“อย่ายอมแพ้”

อาชีพนักเขียนการ์ตูนมันต่างจากอาชีพอื่น ๆ คือตอนเริ่มต้นจะลำบากมาก ถ้าเราไม่มีชื่อเสียงและไม่เก่งจริง ๆ จะไม่มีคนจ้าง ไม่เหมือนช่างซ่อมคอม โปรแกรมเมอร์ พ่อครัวแม่ครัว ที่ต่อให้ทำไม่ดี ขาจรที่ผ่านมาที่ไม่รู้เขาก็ยังซื้อ แต่ถ้าเป็นนักเขียนการ์ตูน เขาแค่ดูพอร์ทแล้วก็ไปเลย ยิ่งเป็นหน้าใหม่ก็ยิ่งถูกเอาเปรียบ ถูกขอฟรีหรือจ้างราคาถูกบ้าง เราต้องตีค่าให้ตัวเองสูงไว้ ต้องไม่ยอมแพ้และต้องพัฒนาตัวเองเรื่อย ๆ เมื่อไหร่ที่เรายอมแพ้ จบ

วงการนี้มันอยู่ที่ใครจะพัฒนาได้ไวและตามโลกให้ทัน เพราะการเขียนการ์ตูนมันมีสิ่งที่เรียกว่าเทรนด์ คนที่ลายเส้นไม่โดนตลาดก็ต้องเร่งปรับ อย่างผมก่อนจะเป็นน้องมะพร้าวก็เปลี่ยนลายเส้นมาไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง เพราะเราต้องหาว่างานแบบไหนถึงจะมีคนยอมจ้าง ถ้ามัวทำตัวติสท์แบบว่า “ฉันจะเอาแต่คนที่จ้างด้วยความเป็นตัวของฉันเท่านั้น” คุณก็อยู่ยากละ เว้นแต่คุณเป็นอัจฉริยะจริง ๆ

นอกจากการทำงานแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญก็คือให้สะสมชื่อเสียงไปด้วย วาดรูปลงเพจทุกวัน วันละรูปก็ยังดี  ต่อให้ไม่ทำเพจก็ควรวาด เดี๋ยวงานก็มาเอง ผมก็ไม่เคยหยุดนะ วาดวันละรูปเสมอ ยกเว้นตั้งแต่ทำน้องมะพร้าวมาวันเสาร์อาทิตย์ก็จะหยุด (หัวเราะ)

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเราต้องรักงานของเรา ถ้าเราดูถูกงานของตัวเอง คนอื่นก็จะมองเราไม่ดี ต้องอย่าอาย ถ้าน้องคนไหนอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนต้องพยายาม ผมไม่ใช่คนเก่งนะ กว่าจะมาถึงจุดนี้ยากลำบากมาก คิดว่าทุกคนก็ต้องเจอแน่นอน เพราะงั้นถ้าท้อปุ๊บจบเลย


และนี่คือข้อคิดดี ๆ จากนักเขียนมืออาชีพ คุณเฟรนด์ “Khollad” หากผู้อ่านคนไหนอยากติดตามผลงานของคุณเฟรนด์ต่อสามารถไปชมที่เพจ “Khollad” หรืออ่านผลงานซีรีส์ของเขา “น้องมะพราวจอมเปิ่น” ได้ใน Line Webtoon ทั้งในคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนระบบ iOS และแอนดรอยด์จ้า

ในโอกาสนี้ อนิไทม์ขอขอบคุณคุณเกาลัดที่เอื้อเฟื้อเวลามามอบประสบการณ์ดี ๆ แก่พวกเรา รวมถึงขอบคุณ LINE Webtoon และ ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ที่จัดสรรการสัมภาษณ์ครั้งนี้ให้ ผู้อ่านท่านใดอยากรู้จักผลงานของคุณเกาลัดและเว็บตูนมากขึ้น ช่วงนี้ที่ศูนย์วัฒนธรรมฯมีนิทรรศการ World Wide Webtoon อยู่ จัดแสดงถึงวันที่ 28 สิงหาคม ศกนี้ ใครสนใจรีบไปชมกันนะค้า

One thought on “[Exclusive Interview] กว่าจะเป็นวันนี้ของ ‘Khollad’ ผู้อยู่เบื้องหลัง ‘น้องมะพร้าว’ สติกเกอร์และเว็บตูนสุดฮิต

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.

ความคิดเห็น