home INTERVIEW [talk!] คุยอุ่นๆ กรุ่นกลิ่นข้าวจี่ กับ ‘เบล’ เกษม อภิชนตระกูล นักเขียนมุกแพรวพราว

[talk!] คุยอุ่นๆ กรุ่นกลิ่นข้าวจี่ กับ ‘เบล’ เกษม อภิชนตระกูล นักเขียนมุกแพรวพราว

บ่ายแก่ๆ ที่ออฟฟิศกองบรรณาธิการการ์ตูนไทยสตูดิโอย่านลาดพร้าววันนี้มีแต่เสียงหัวเราะ เพราะทีมงานอนิไทม์ชวน “เบล” เกษม อภิชนตระกูล นักเขียนการ์ตูนมากฝีมือผู้มีมุกแพรวพราว มาพูดคุยเกี่ยวกับผลงานการ์ตูนเรื่องใหม่ของเขา “เจ้าหนูข้าวจี่ แผงลอยมหาประลัย ปิ้งสะท้านปฐพี” ซึ่งพึ่งจะลงตีพิมพ์ตอนแรกในนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ ซีคิดส์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพราะเราสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าทำไมเขาถึงเลือกจะเอาเจ้าข้าวเหนียวนึ่งทาเกลือชุบไข่ย่างไฟเตาถ่านหอมกรุ่นนี้มาเขียนเป็นการ์ตูน และเหตุผลของเขาก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย..

 

4be7b38086ec79ebe9b7f2d4e5e0292aจุดเริ่มต้นของการเขียนเรื่องนี้เป็นอย่างไร

เรื่องนี้ผมแต่งขึ้นขำๆ กับเพื่อนตั้งแต่เมื่อสักสิบปีก่อน รู้สึกว่าตอนนั้นจะคุยกันเล่นๆ ว่าอยากล้อการ์ตูนญี่ปุ่น เช่น ให้โคนันเป็นคนไทย กลายเป็นนักสืบจิ๋วหรือยอดตำรวจแบบรพินทร์ ไพรวัลย์ (พรานใหญ่ในวรรณกรรมเรื่องเพชรพระอุมา) อะไรงี้ ส่วนเจ้าหนูข้าวจี่นี้ก็ได้ไอเดียมาจากเจ้าหนูซูชิ (Shouta no Sushi | วิบูลย์กิจ, 27 เล่มจบ) ผสมกับแชมเปี้ยนขนมปัง สูตรดังเขย่าโลก (Yakitate Japan | บงกช, 25 เล่มจบ) ที่ช่วงนั้นกำลังดัง เพื่อนๆ ก็ชอบไอเดียนี้กันมาก แต่ไม่มีโอกาสได้เขียน ตอนนั้นยังฝีมือไม่ดีด้วย วาดอาหารก็ไม่ค่อยเหมือน

ต่อมาช่วงนึงการ์ตูนดวลทำอาหารก็จะดูซาๆ ไป แต่พอยอดนักปรุงโซมะ (Shokugeki no Soma | SIC, 17 เล่ม) มา มันก็เหมือนว่ากระแสการ์ตูนทำอาหารก็ถูกปลุกขึ้นในหมู่นักอ่านอีกครั้ง เราเลยคิดว่าถ้าจะเขียนก็ต้องจังหวะนี้แหละ แต่ที่จริงแล้วเรื่องนี้มันไม่ใช่การ์ตูนทำอาหาร มันเป็นการ์ตูนติงต๊องที่ล้อการ์ตูนทำอาหารอีกที ถ้าคาดหวังว่าจะเจอสาระก็ต้องขอโทษด้วยจริงๆ (หัวเราะ)

 

แพลนไว้ว่าจะเขียนเป็นซีรีส์ยาวแค่ไหน

จริงๆ แล้วคิดว่าจะเขียนแค่เล่มเดียวจบ อย่างที่บอกว่าคิดมุกมาเป็นสิบๆ ปีแล้วก็เลยค่อนข้างฟิกซ์แล้วว่าจะเขียนแค่ไหน คงยาวกว่านี้ไม่ได้ หมดมุก (หัวเราะ)

 

ทำไมถึงเลือกเขียนเกี่ยวกับข้าวจี่

ก็ชอบกินข้าวจี่ (หัวเราะ) ตอนแรกคิดไว้ว่ามันจะคล้ายๆ เจปัง คิดจะให้ชื่อไทยปังด้วยซ้ำนะ ขนมปังของไทยอะไรทำนองนี้ แต่ไปๆ มาๆ ก็กลายมาเป็นข้าวจี่แทน แล้วก็ใช้ชื่อเจ้าหนูให้มันล้อกับเจ้าหนูซูชิ มันก็แค่นั้นแหละครับ (หัวเราะ)

ถ้าพูดถึงอาหารแผงลอย เราก็คงหนีไม่พ้นหมูปิ้ง ลูกชิ้นปิ้ง ข้าวจี่ แต่ส่วนตัวใกล้ชิดกับข้าวจี่ที่สุด เพราะผมเป็นคนขอนแก่น มีร้านนึงที่ทำข้าวจี่อร่อยมาก ช่วงนึงกินบ่อยเลย บวกกับมันมีความบ้านๆ ที่สุด ถ้าเป็นหมูปิ้งลูกชิ้นปิ้งมันอาจจะมีไส้กรอกฮอตด็อกขายพ่วงมาด้วย ซึ่งมันให้อารมณ์คนเมือง แต่ข้าวจี่นี่ขายโดดๆ อย่างเดียวก็ได้ แต่มันจะทำข้าวจี่กันอยู่แค่ตอนแรกแค่นั้นแหละ ตอนต่อๆ ไปมันจะไร้สาระละ เห็นคอมเมนต์มีคนบอกว่า หูย นี่จะเป็นการ์ตูนดวลทำอาหารระหว่างข้าวจี่กับปลาเผา มันต้องมันส์แน่ๆ อะไรแบบนี้ ก็ต้องขอโทษด้วยจริงๆ (หัวเราะ)

 

Untitled-3ฟีดแบ็กเป็นอย่างไรบ้างตั้งแต่วางแผงมา

คนก็แบบ หูยนี่มันโซมะเวอร์ชันไทย ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลย (หัวเราะ) เพราะแรงบันดาลใจมาจากเจปังซึ่งเป็นการ์ตูนที่กินขนมปังแล้วหน้าไปอยู่บนเข่า หรือกินแล้วมีพลังจิต สามารถยกโลกได้แล้วปัญหาน้ำท่วมโลกก็หมดไป อย่าคาดหวังว่ามันจะมีสาระ

 

ที่เลือกสถานที่ดำเนินเรื่องเป็นขอนแก่นเพราะเป็นบ้านเกิดของคุณเบลใช่ไหม

ใช่ครับ ที่จริงก็ไม่ได้ถอดแบบมาทั้งหมดเท่าไหร่แต่ก็มีบางส่วนทีอิงของจริง อย่างถนนกังสะเดิดก็มาจากถนนกังสะดาลแถวๆ มหา’ลัยขอนแก่น แล้วตอนนี้ที่นั่นก็มีร้านอาหารผุดขึ้นเยอะจริงๆ แต่ไม่ต้องคิดว่าไปที่นั่นแล้วจะเจอร้านอาหารหรูๆ แบบในเรื่องนะ

 

ตัวละครหลักในเรื่องนี้เป็นนักหนังสือพิมพ์คล้ายๆ กับชมรมวารสารซึ่งเป็นผลงานเอกของคุณเบล ทำไมจึงชอบให้ตัวเอกเป็นนักข่าว

อันนี้แค่บังเอิญเฉยๆ เรื่องชมรมวารสารนั้นมาจากสมัยเรียนที่อยากทำหนังสือพิมพ์โรงเรียนแต่ไม่ได้ทำ ส่วนเรื่องนี้ โครงเรื่องมันเหมาะให้ตัวเอกเป็นโฆษกประจำร้าน ไม่งั้นอยู่ดีๆ ใครมันจะมาขลุกกับร้านข้าวจี่ทั้งวัน หรือคอยพูดเรื่องวงการอาหารกำลังเป็นอย่างงี้ๆ มันก็ต้องเป็นนักเขียนเกี่ยวกับคอลัมน์อาหารนั่นแหละ สองเรื่องนี้ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกัน แต่อาจจะเป็นเพราะเคยเขียนเรื่องสงครามข้อมูลข่าวสารมาเยอะ เจอตัวละครแบบนี้ก็เลยเขียนง่าย

 

ในเจ้าหนูข้าวจี่มีการชงมุกตบมุกแทบจะทุกกรอบทุกหน้า ไปหาไอเดียมาจากไหน

จริงๆ ผมอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ค่อนข้างตลก ปกติเวลาอยู่ในกลุ่มเพื่อนผมก็นั่งเงียบๆ แล้วฟังมุกที่เขาเล่นกัน ส่วนที่ต้องมีการเล่นมุกทุกหน้าเพราะมันเป็นกฎของการ์ตูนแก๊กครับ (หัวเราะ)

 

นี่คือไม่ได้นับตัวเองเป็นการ์ตูนทำอาหารเลย?

ไม่ใช่ครับ (หัวเราะ) ชมรมวารสารก็ไม่ใช่การ์ตูนเลิฟคอเมดี้ เป็นการ์ตูนแก๊กเหมือนกัน จริงๆ ผมก็ตั้งใจเขียนให้คนอ่านรู้สึกว่ามันซับซ้อนไปเอง อ่านแล้วสงสัยว่ามันจะเป็นยังไงต่อวะ แต่เอาจริงๆ นี่มันปัญญาอ่อนนี่หว่า (หัวเราะ)

IMG_4870

นอกจากข้าวจี่แล้ว คิดว่ามีเมนูไหนในบ้านเราที่มีสตอรี่ที่น่าเขียนเป็นการ์ตูนไทย

อย่างที่บอกว่าของผมมันแทบจะไม่ได้ทำข้าวจี่กัน แค่บ้านมันขายแล้วตัวเอกมันชื่อข้าวจี่เฉยๆ ผมมองว่าเขาเป็นพ่อค้าขายอาหารมากกว่า จะเปลี่ยนข้าวจี่เป็นหมูปิ้งก็ได้ หรือลูกชิ้นปิ้งก็ได้ แต่ถ้าถามว่าเมนูไหนดี ผมว่าปลาเผาก็ดีนะ แต่มันจะให้ภาพลักษณ์เป็นห้องอาหาร ไม่ค่อยติดดิน แต่ข้าวจี่มันเป็นแผงลอย มันทำขายคนเดียว มันจะหยุดไปทำอะไรอย่างอื่นก็ได้ มันก็สอดคล้องกับการ์ตูนวัยรุ่นที่มีอิสระในชีวิต

จริงๆ ถ้าเป็นการ์ตูนทำอาหาร มันก็ควรจะทำอาหารเป็นหลากหลายใช่ไหม เหมือนจอมโหดกระทะเหล็ก (Tetsunabe no Jan | วิบูลย์กิจ, 27 เล่มจบ) ก็ทำอาหารจีนทุกอย่าง โซมะก็ทำอาหารชุด ไม่ได้ยึดติดนักว่าต้องเป็นอาหารญี่ปุ่น เจปังก็ทำขนมปังได้สารพัดสูตร ข้าวจี่นี่พิลึก แต่ก็อยากให้คนอ่านรู้สึกว่า โอ้ ข้าวจี่มันจะเสกสรรค์ออกมายังไงของมันนะ อ้าว ไม่มีเชี่ยอะไรเลยนี่หว่า (หัวเราะ) จริงๆ การ์ตูนทำอาหารมันเล่นอะไรได้เยอะ อย่างบ้านเราต้มยำกุ้งดังใช่ไหม แต่ต้มยำไก่ก็อร่อยเหมือนกัน ต้มยำปลาก็อร่อย มันอิสระทีเดียว แล้วแต่ว่าเราจะสร้างสรรค์ยังไง

 

Untitled-4แล้วถ้าขยายจากอาหารมาเป็นเรื่องไทยๆ อื่นๆ แล้วคิดว่าบ้านเรามีเรื่องอะไรที่เอามาเขียนการ์ตูนได้

มีการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนึงชื่อเดโระเดโระ ผีแบบนี้ก็มีด้วย (Dero Dero | บงกช, 12 เล่ม) เป็นการ์ตูนแก๊กเกี่ยวกับผี คนเขียนเขาเคยบ่นท้ายเล่มว่าไอเดียตัน ทำงานไม่คืบเป็นวันๆ ก็เลยโดนแม่เตะตูดไล่ออกไปเดินนอกบ้าน หัวจะได้แล่นๆ ซึ่งพอเขาได้ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ ได้เห็นคนเดินอยู่ขวักไขว่ เขาก็คิดได้ว่า เออ ชีวิตคนเรามันมีอะไรหลากหลายมากมาย เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีอะไรเขียน

ถ้าจะเอาเรื่องไทยๆ จริงๆ สมมติว่าพล็อตของเราเป็นนายเอชอบนางบี นายเอเป็นคนไทย แค่นี้ก็ไทยแล้ว ประเด็นน่าจะอยู่ที่นักเขียนอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาทั้งชีวิต เลยไม่รู้ว่าจะเล่าความเป็นไทยยังไงมากกว่า มีอยู่ช่วงนึงเจอบ่อยมาก บ.ก.ใหญ่ก็บ่นประจำ วาดเสาไฟฟ้าเป็นเสากลม ซึ่งบ้านเราเสาไฟฟ้าเหลี่ยม ก็เพราะเขาวาดการ์ตูนจากการดูการ์ตูน ไม่ได้วาดการ์ตูนจากชีวิตที่อยู่รอบตัวเรา ให้วาดบ้านคนก็ออกมาเป็นบ้านโนบิตะซะเยอะเลย ซึ่งที่จริงแค่วาดบ้านตัวเองก็ได้แล้วนะ แค่นั้นเราก็รู้แล้วว่านี่บ้านคนไทยนะ เดินข้างทางเจอเสาไฟฟ้าเหลี่ยม สายไฟห้อยเยอะๆ เจอจ่าเฉย แค่นี้ก็ไทยแล้ว ต่อให้พล็อตเรื่องจะเป็นความรักกุ๊กกิ๊กก็เถอะ

หรืออย่างเวลาเขียนเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ ก็จะฮิตเขียนตัวละครให้ช็อคโกแลตกันมาก ไม่รู้ว่าเด็กสมัยนี้เขาฮิตให้ช็อกโกแลตกันแล้วหรือเปล่านะ แต่ตั้งแต่ยุคผมตัวกะเปี๊ยก กิจกรรมในวันวาเลนไทน์ของเด็กไทยมันก็ต้องเป็นการแปะสติกเกอร์รูปหัวใจกันใช่ไหม ผมเลยอ่านแล้วไม่ค่อยอินเท่าไหร่ เหมือนเอาชีวิตใครไม่รู้มาเขียน มันดูไม่ค่อยน่าเชื่อเลย

มีอยู่ช่วงนึงที่คนชอบบ่นกันว่าการ์ตูนไทยไม่ไทยเลย เหมือนญี่ปุ่นมากกว่า ก็เพราะมึงลอกญี่ปุ่นมาจริงๆ น่ะสิ! (หัวเราะ) เวลาโดนคนอ่านบ่นเราก็แก้ตัวแทนให้ไม่ได้ เพราะคุณลอกญี่ปุ่นมาจริงๆ ตอนเขียนชมรมวารสาร ผมก็วาดสไตล์ญี่ปุ่นนะ ญี่ปุ่นสุดๆ เลย ทรงผม ตาโต แต่ใครๆ อ่านก็บอกว่านี่แหละการ์ตูนไทย มันก็แค่นี้แหละครับ เอาชีวิตตัวเองมาเขียน ไม่ใช่แบบ โอ้โห เขียนเรื่องเพื่อนสมัยเด็ก ผูกทวินเทล ตอนเช้าตื่นสายวิ่งคาบขนมปัง คนอ่านอ่านก็รู้แล้วว่า เออะ.. ไม่ได้เอาชีวิตตัวเองมาเขียนใช่ไหม แต่ถ้าเขียนการ์ตูนแฟนตาซีนี่ก็อีกเรื่องนึง ไม่มีชีวิตจริงของใครไปปราบจอมมารแน่นอน

เอ๊ะ เมื่อกี้ถามว่าอะไรนะ?

 

เออะ.. มีการ์ตูนแบบไทยๆ แนวไหนที่น่าเอามาเขียนบ้าง

การ์ตูนสืบสวนสอบสวนไง นายตำรวจหนุ่มไฟแรงสะกดตามรอยแก๊งยาบ้า แล้วโดนตีหัวจากด้านหลังแล้วจับกรอกยาบ้าชนิดใหม่ รู้ตัวขึ้นมาอีกทีตัวกลายเป็นเด็ก วิ่งกลับบ้านมาเจอเมีย เมียซักถามว่าเธอเป็นใครมาจากไหน โดนไล่ต้อนมาถึงชั้นหนังสือ ชั้นหนังสือมีเพชรพระอุมาอยู่ ก็เลยตอบไปว่า “ผ.. ผมชื่อรพินทร์”

รพินทร์ นักสืบจิ๋ว!

 

ก็ออกมาไทยเฉยเลย..

คือมันเขียนยังไงก็ได้จริงๆ แอบเข้าห้องเก็บของของคุณตา เจอหมากรุกเปื้อนเลือด มีผีสุโขทัยโผล่มา อะไรแบบนี้ แค่มองออกไปก็มีเรื่องให้เขียนมากมาย แค่คนเขียนไม่ชอบเขียนกันเอง หลายคนก็ชอบบอกว่าคนรุ่นใหม่แอนตี้ความเป็นไทย แบบว่าหูย ความเป็นไทยน่าเบื่อ แต่ที่จริงแล้ว.. บ้านเรานี่ก็คลั่งชาตินะครับ (หัวเราะ) คงไม่มีคนสนใจการ์ตูนผมถ้าผมไม่เขียนข้าวจี่ ลองเขียนเป็นซาลาเปาดิ ไม่ต้องอายความเป็นตัวของเราหรอก

 

และนี่ก็คือนิยามของการ์ตูนไทยซึ่งสะท้อนทัศนคติและตัวตนของนักเขียนและบรรณาธิการหนุ่มอนาคตไกลผู้นี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักอยากเขียนที่กำลังจะจับปากกาเขียนการ์ตูนทุกคนอย่างแน่นอน แต่แน่นอนว่าบทสนทนานี้ยังสนุกได้ไม่ถึงครึ่งของการ์ตูนของเขา ฉะนั้นหากยังไม่จุใจ และอยากลุ้นว่าเจ้าหนูข้าวจี่จะทำอะไรต่อไป การ์ตูนเรื่องนี้จะมีฉากทำอาหารอีกไหม ก็ติดตามความฮานี้ต่อได้ในนิตยสารซีคิดส์สัปดาห์เว้นสัปดาห์นะจ๊ะ อนิไทม์ยังคงอยู่ที่การ์ตูนไทยสตูดิโอและเรายังมีเรื่องดีๆ มาฝากอีกมากมาย ติดตามได้ทั้งทางหน้าเว็บและแฟนเพจ อย่าให้พลาด!

Anitime

ติดตามข่าวสาร บทความ สัมภาษณ์ และเรื่องราวต่าง ๆ มากมายในวงการการ์ตูนแบบสดใหม่ได้ทุกวันที่นี่!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.

ความคิดเห็น