home FEATURED, KNOCK KNOCK [KNOCK KNOCK] บุกบ้าน ‘RiFF studio’ สตูดิโอไฟแรงเฟร่อผู้อยู่เบื้องหลังแอนิเมชัน ‘เมย์ไหนฯ’

[KNOCK KNOCK] บุกบ้าน ‘RiFF studio’ สตูดิโอไฟแรงเฟร่อผู้อยู่เบื้องหลังแอนิเมชัน ‘เมย์ไหนฯ’

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาคงไม่มีภาพยนตร์เรื่องไหนที่มาแรงเฟร่อเท่า “เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ” จากค่าย GTH อีกแล้ว ไม่เพียงเพราะเนื้อเรื่องเกี่ยวกับวัยรุ่นผู้ชอบการวาดการ์ตูนโดนใจผู้ชมวัยโจ๋ หากแต่ยังมีการผสมผสานการ์ตูนแอนิเมชันแบบ 2.5D ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วย

วันนี้อนิไทม์ได้มีโอกาสมาเยี่ยมบ้านของ Render is for food หรือ Riff Sudio ผู้สร้างเมย์ไหนฯ ในส่วนการ์ตูนแอนิเมชัน ที่นี่เป็นบ้านหลังเล็กๆ หลายหลังที่รวมกันอย่างอบอุ่นในรอบรั้วเดียวกันใจกลางย่านลาดพร้าว แต่ละหลังถูกใช้เป็นพื้นที่ทำงานของฝ่ายต่างๆ อย่างเป็นกันเองมากๆ งานนี้เรามีคุณ ‘ตุลย์’ วีรภัทร ชินะนาวิน ผู้ก่อตั้งริฟฟ์สตูดิโอมาเล่าความเป็นมาเป็นไป และมีคำแนะนำอะไรดีๆ สำหรับผู้ที่เป็นแอนิเมเตอร์สร้างผลงานเจ๋งๆ แบบเมย์ไหนฯ ด้วยนะ

IMG_2055

ความเป็นมาของริฟฟ์เป็นอย่างไร

ตั้งแต่แรกเลยคือผมได้มีโอกาสเรียนต่อและทำงานที่อเมริกา ทำงานในบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งอย่างโซนี่ บลูสกาย และได้ฝึกงานที่ดิสนีย์และพิกซ่าร์ เมื่อกลับมาไทยก็มาร่วมงานกับ The Monk

เมื่อสัก 6 ปีก่อนผมก็เริ่มจัดเวิร์กช็อปชื่อ เคโกะ แอนิเมชัน ก่อน สอนแต่แอนิเมชันอย่างเดียวโดยเฉพาะเลย ไม่ได้สอนเรื่องโปรแกรมอื่นๆ นักเรียนรุ่นแรกๆ ก็จะเป็นคนที่ทำงานอยู่ในวงการอยู่แล้วนี่แหละที่มาเรียน ส่งพอร์ตให้เราคัดเลือกเข้ามาเรียน และกระแสตอบรับค่อนข้างดี

พอทำมาเรื่อยๆ เพื่อนที่รู้จักกันมานานแล้วตั้งแต่ผมเริ่มทำงานแอนิเมชันใหม่ๆ ก็มาชวนเปิดออฟฟิศด้วยกัน ประกอบกับก่อนหน้านี้ผมก็คิดมานานแล้วว่าคนไทยก็มีฝีมือดีนะ มีคนเก่งเยอะ เพียงแต่ว่าจะใช้สัญชาตญาณทำงานกันเสียเยอะ ต่างจากของต่างประเทศที่เขามีหลักการทำงานที่ค่อนข้างชัดเจน ก็เลยรับคำชวนของเพื่อนโดยคิดว่าประสบการณ์การทำงานที่ต่างประเทศของผมน่าจะช่วยพัฒนาระบบการทำงานของชาวไทยได้บ้าง

IMG_2028-Edit
(‘ตุลย์’ วีรภัทร ชินะนาวิน)

ตอนเริ่มต้นก็ได้นักเรียนจากเวิร์กช็อปมาช่วยงาน 2-3 คน และหางานจากคนที่รู้จัก งานแรกมาจากบริษัทจากเดนมาร์ก ทำเรื่อง LEGO ต่อมาก็ได้รับงานจากบริษัทในไทย เช่น เบิร์ดแลนด์ โฆษณาของดัชมิลล์

ที่จริงตอนแรกผมตั้งใจจะเป็นผู้กำกับแอนิเมชัน และไม่ได้ตั้งใจจะมีออฟฟิศ แต่พอมีแล้ว มีทีมงานพร้อม มีกำลังผลิตอะไร เวลาเสนองานก็น่าเชื่อถือกว่าคนเดียว ที่ผ่านมาก็ได้นำเสนองานกับ GTH บ่อยพอสมควร พอเขาเห็นว่าเราทำได้หลายอย่างก็ให้โอกาสเราได้ลองทำงานเรื่อยๆ แรกๆ ก็เป็นงานเล็กๆ เช่นส่วนหนึ่งของ SUCK SEED กับเป็นที่ปรึกษาของเรื่อง กระดึ๊บ  แล้วก็ขยับขยายมาเรื่อยๆ จนถึงเมย์ไหนเมื่อล่าสุดที่ผ่านมา

ริฟฟ์มุ่งเน้นคุณภาพของงาน ไม่ว่าจะได้งานแบบไหนมาเราก็จะทำให้คุณภาพดีที่สุดเพื่อที่จะเอามาเป็นพอร์ตและรับงานที่ดีขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ต่อมาเราก็ได้ติดต่อกับบริษัทต่างประเทศเจ้าอื่นๆ เช่น เจ้าที่ทำเกม PlayStation 3 หรือ X-Box หรือบริษัทที่ทำซีรีส์ของเกาหลีก็มาให้เราลองทำดู รวมถึงได้ร่วมโปรเจกต์กับสตูดิโอเพื่อนร่วมวงการในไทย เช่น 2SPOT (ผู้สร้าง Bloody Bunny) และตอนนี้ก็กำลังทำ Featured animation film ความยาว 90 นาที ก็คงได้ประกาศอย่างเป็นทางการในต้นปีหน้า

IMG_2059

แล้วการมีส่วนร่วมกับเมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ มีเรื่องราวอย่างไรบ้าง

เป็นโปรเจกต์ที่สนุกทีเดียว เริ่มต้นมาจากการที่เราได้ทำ SUCK SEED กับผู้กำกับหมู (ชยนพ บุญประกอบ) มาก่อน แต่ว่าแอนิเมชันในเรื่องนั้นสั้นมากๆ เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ของหนัง ทีนี้พี่วัน (วรรณฤดี พงษ์สิทธิ์ศักดิ์ – โปรดิวเซอร์และผู้เขียนบทภาพยนตร์คนสำคัญของ GTH) พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล – ผู้อำนวยการของ GTH) พี่ฝิ่น (เช่นชนนี สุนทรศาลทูล – โปรดิวเซอร์)  เขาก็เรียกเราไปคุยแล้วบอกว่าเขาอยากให้มีแอนิเมชันมากขึ้น ประจวบจังหวะเหมาะที่เราเองก็อยากลองทำเหมือนกัน ที่จริงตอนแรกเราอยากให้เป็น 2D หมดเลย แต่ว่าบ้านเรายังมีคนเขียนเก่งๆ ไม่มาก บวกกับริฟฟ์ทำงาน 3D มาโดยตลอด เราก็เลยเสนอว่าลองเป็น 2.5D มั้ย แล้วทำตัวเทสต์ให้เขาดู แล้วเขาก็ชอบ ก็เลยกลายเป็นเมย์ไหนในแบบที่เราได้ชมกัน

จากนั้น ผู้กำกับเล่าบทให้ฟัง เกี่ยวกับฐานันดร และตัวเอกคือเมย์ที่เป็นสาวปล่อยสายฟ้าได้ กับป๋องที่เป็นเด็กหนุ่มผู้ชอบเขียนการ์ตูน เขาก็ให้สตอรีบอร์ดมาให้เราดูด้วย บล็อกช็อตไว้ให้เรียบร้อยแล้ว งานของเราก็คือการสร้างงานแอนิเมชันจากสตอรีบอร์ดขึ้นมา ใส่รายละเอียด เพิ่มงานดีไซน์ตรงนู้นตรงนี้ ตัวคาแร็กเตอร์ก็ต้องดีไซน์ให้เหมือนตัวนักแสดงแต่ก็ต้องมีความโมเอะด้วย ช่วงพรีโปรดักชันใช้เวลาอยู่สักพักใหญ่ๆ ทีเดียว

IMG_2035

(สตอรีบอร์ดและต้นฉบับจริงที่ปรากฏภายในภาพยนตร์ เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ)


กระบวนการของการสร้างแอนิเมชันขึ้นมาสักชิ้นมีขั้นตอนอะไรบ้าง

การสร้างงานแอนิเมชันประกอบด้วยขั้นอน 3 ส่วนใหญ่ๆ คือพรีโปรดักชัน โปรดักชัน และโพสต์โปรดักชัน พรีโปรดักชันก็พวกงานดีไซน์ สตอรีบอร์ด แอนิเมติก งานพากย์ งานปั้นโมเดลตัวละคร และกำหนดโทนสีต่างๆ พอมาถึงขั้นโปรดักชันก็จะลงไม้ลงมือทำละ ก็มีงานพวกจัดกล้อง จัดเลย์เอา งานแอนิเมต เรนเดอร์ จัดแสง รวมถึงใส่เอฟเฟ็กต์ต่างๆ และโพสต์โปรดักชันก็จะเป็นพวกงานซาวด์เอฟเฟ็กต์ เกลี่ยสี เก็บรายละเอียดที่เหลือ

IMG_2047

(ห้องคาแร็กเตอร์ดีไซน์ ตัวละครต่างๆ จะถูกปั้นเป็นโมเดลสามมิติที่ห้องนี้ ก่อนนำไปใส่ท่าทางให้มีชีวิตในขั้นต่อๆ ไป)


ขั้นตอนใดของงานยากที่สุด

แต่ละขั้นตอนมีความยุ่งยากแตกต่างกันไป อย่างขั้นตอนแรกก็จะต้องเตรียมของกันเยอะ เตรียมสคริปต์ ทำเนื้อเรื่องให้เคลียร์ เพราะขั้นแรกสุดทุกอย่างต้องชัดเจนเพื่อนำมาให้ทีมโปรดักชันทำ ก็ต้องคุยกันเยอะนิดนึงเพื่อที่พอเริ่มงานแล้วจะได้ไม่ต้องตามแก้ไขทีหลัง

ส่วนขั้นโปรดักชันก็จะยุ่งยากในเรื่องรายละเอียดงาน ต้องคอยเช็คตลอด ดูแอนิเมชัน ดูเลย์เอาต์กันเป็นช็อตๆ ให้แต่ละช็อตมันเกี่ยวเนื่องกันแล้วโดยรวมมันออกมาไหลลื่น งานเรนเดอริ่งก็จะเป็นเรื่องจัดแสง โทน มู้ด ต้องดูว่าเรนเดอร์แล้วเกิดแผลตรงไหนหรือเปล่า ถ้ามีต้องเรนเดอร์ใหม่หมดมั้ย งานออกมาแล้วเป็นไปตามที่คิดในขั้นพรีโปรดักชันมั้ย

IMG_2032

(ถึงขั้นโปรดักชันแล้ว โมเดลที่ถูกปั้นมาจะถูกแอนิเมตและจัดฉากต่างๆ ที่ห้องนี้)

จนถึงขั้นสุดท้ายก็จะเครียดเพราะกดดัน คืองานจะต้องฉายอยู่แล้ว ยิ่งถ้าทีมงานขั้นแรกๆ ทำมาไม่ทันแล้ว คนที่อยู่ขั้นท้ายก็จะเหลือเวลาทำนิดเดียว เหมือนกับทุกคนสร้างถนนมาให้เสร็จแล้ว งานที่เหลือคือต้องเหยียบคันเร่งให้มิดเพื่อไปถึงที่หมายให้ทันกำหนด

เพราะฉะนั้นแต่ละส่วนก็จะสำคัญทั้งหมด แต่ถ้าจะให้ดีคือกองหน้าจะต้องคิดไว้ให้เยอะที่สุด เตรียมอะไรไว้ให้ดีที่สุด เพราะถ้าสตาร์ตดี กองกลางและกองหลังก็จะไม่ต้องเครียด แล้วมีเวลาเผื่อเหลือเผื่อขาดมากขึ้น ก็ไม่เหนื่อยมาก


นอกจากภาพยนตร์อย่างเมย์ไหนแล้ว ผลงานแอนิเมชันถูกใช้ในผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง

ต้องบอกก่อนว่าเดี๋ยวนี้คนอยู่กับคอมพิวเตอร์มากขึ้น อยู่กับสมาร์ตโฟน อยู่กับแท็บเล็ต พออยู่กับจอมากขึ้น แอนิเมชันก็กลายเป็นสื่อที่ช่วยสร้างสีสันมากขึ้นและแสดงภาพให้คนเห็นชัดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสื่อพรีเซนเทชันต่างๆ รวมไปถึงงานทางการแพทย์ เวลาเราผ่าตัด ตับไตไส้พุงในตัวเราเป็นอย่างไร หรือข่าวพยากรณ์ดินฟ้าอากาศ งานโฆษณา มิวสิกวีดิโอ สื่อการสอน หรือจะเป็นโมชันกราฟิกที่เขาใช้ในการรายงานกีฬา แผนของแต่ละทีมเป็นยังไง คะแนนไปถึงไหนแล้ว ต่อไปก็จะมีบทบาทในการแสดงละครเวทีมากขึ้นด้วย

โดยรวมแล้วถือว่างานแอนิเมชันถูกใช้อย่างแพร่หลายมากเลยทีเดียว แล้วในอนาคตก็น่าจะมีการใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ

IMG_2033

(ห้องเลย์เอาท์มีโปรเจ็กเตอร์ที่ใช้ฉายลงฉากโรงภาพยนตร์จำลอง เพื่อให้เห็นว่าเมื่อขึ้นฉายบนจอแล้วจะออกมาเป็นอย่างไร)

มองแนวโน้มของแวดวงแอนิเมชันในบ้านเราเป็นอย่างไร

ผมมองว่าแอนิเมชันบ้านเราใน 5 ปีหลังมีบริษัทเจ็นใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะบริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ที่อายุไม่ถึง 10 ปี เช่น The Monk หรือริฟฟ์เอง และบริษัทที่มีอายุแล้วแต่มีการเปลี่ยนสายเลือดใหม่ในบริษัท เช่น Big Blue ผลงานก็ดีขึ้น และอินเทอร์เน็ตที่เติบโตขึ้นกว่าเมื่อก่อนก็ทำให้คนที่สนใจมีช่องทางศึกษาด้วยตัวเองมากขึ้นเหมือนกัน และยังเป็นช่องทางให้ชาวต่างชาติมาเอาต์ซอร์สงานอีกด้วย อย่างที่บอกว่าความต้องการใช้งานแอนิเมชันมันเพิ่ม โอกาสที่งานจากต่างชาติจะหลุดเข้าไทยก็เพิ่มตาม

งานเอาต์ซอร์สมีข้อดีคือคนไทยจะได้มีโอกาสฝึกฝีมือกับงานดีๆ และท้าทาย พวกเขามีการตรวจงานที่เข้มงวดและต้องการคุณภาพสูง ที่สำคัญคือรายได้ต่องานก็สูงกว่า ระยะเวลาที่เขาให้ก็มากกว่า ทำให้เราสามารถเก็บรายละเอียดงานได้มาก พองานออกมาดีก็กลายเป็นพอร์ตให้เรารับงานที่ดีขึ้นได้อีก บางบริษัทก็จ้างฝรั่งมาช่วยเทรนด้วยหรือใครที่มีประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศก็เอามาแชร์กัน ทำให้ทีมงานมีความคิดกว้างขวางขึ้น

เทียบกับของไทยเมื่อก่อนมีงานการ์ตูนแอนิเมชัน 11 นาที ให้เวลา 1 เดือนหรือ 3 อาทิตย์ก็ต้องเสร็จแล้ว ขณะที่เรามีแอนิเมเตอร์อยู่ 5 คน คนนึงก็ต้องรับผิดชอบงานไปแล้วหลายนาทีขณะที่มีเวลาแบ่งกันเพียงอาทิตย์สองอาทิตย์ ถึงอย่างนั้นในไทยเอง ระยะหลังๆ พอสื่อแอนิเมชันแพร่หลายมากขึน ลูกค้าก็เริ่มมีความรู้และเข้าใจระบบการทำงานมากขึ้น ทำให้มีงานที่ลูกค้าให้เวลาเราคิด ให้เวลาเราเก็บรายละเอียดเพิ่มขึ้นเหมือนกัน


ผู้ที่สนใจทำงานในสายนี้ควรเรียนทางด้านไหนและเตรียมตัวอย่างไร

แรกสุดต้องเป็นคนอยากทำแอนิเมชัน ชอบการ์ตูน ชอบแอนิเมชัน ชอบดูหนัง อะไรอย่างงี้ ก็ลองหาคอร์สเรียนดู สมัยนี้มีมหาวิทยาลัยที่เปิดคอร์สเกี่ยวกับการทำแอนิเมชันมากมาย หรือถ้าไม่ได้อยู่ในช่วงวัยมหาลัยแล้วก็จะหาคอร์สตามสถาบันที่เขามีสอนก็ได้ มีให้เลือกเยอะเหมือนกัน

ผมคิดว่าคนที่สนใจงานสายนี้ ถ้าเรียนจนพอทำเป็นแล้วก็แนะให้สร้างผลงาน ทำเดโม ทำเป็นพอร์ตเลย เพราะว่าสายงานนี้ไม่ต้องการเกรดหรือวุฒิอะไร คุณจะจบอะไรมาก็ได้ คนที่จบสัตวแพทย์แล้วมาทำสายนี้ก็มี หรือของริฟฟ์เองก็มีน้องที่จบ ม.6 แต่น้องเขาวาดรูปเก่ง เป็นฟรีแลนซ์และตั้งใจทำพอร์ตไว้ดี เราก็ยินดีรับเข้า ตอนนี้ก็เกือบเป็นคนหลักของทีมละ นอกจากนี้ก็ควรมีความรับผิดชอบและมีนิสัยที่เข้ากับทีมงานได้


นั่นก็คือแม้ไม่ได้เรียนหรือทำงานสายนี้มาก่อนก็มีโอกาสเป็นแอนิเมเตอร์ได้?

สำหรับคนที่จบสายอื่นแล้วยังไม่แน่ใจว่าจะมาสายนี้ได้รึเปล่า ก็แนะนำให้ลองลงเรียนคอร์สสั้นๆ เพราะมันเป็นการผลักให้คุณเข้ามาอยู่ในวงการนิดนึงละ ถ้าคุณชอบคุณก็ลงคอร์สมากขึ้น และระหว่างเรียนก็ทำพอร์ตสะสมงานไปลองสมัครงานดูได้

IMG_2037

จุดเด่นและอุปสรรคของอาชีพด้านนี้มีอะไรบ้าง

มีเยอะเลย จุดเด่นคือถ้าเป็นคนที่ชอบงานนี้ได้มาทำก็จะสนุก เอ็นจอยกับการทำงานจนทุกวันที่มาทำงานเหมือนมาเล่น แต่ทุกคนรู้อยู่แล้วแหละว่าทุกงานบนโลก ต่อให้ชอบแค่ไหนแต่ถ้าทำเยอะๆ มันก็มีเหนื่อยหรือเครียดบ้าง เพราะมันไม่มีอะไรได้ดั่งใจตลอดเวลา ยิ่งเป็นงานอาร์ตทิสต์ซึ่งมีโลกส่วนตัวสูง มีไอเดียเป็นของตัวเองแล้ว เวลาทำงานให้มาร์เก็ตติ้งหรือลูกค้าก็ต้องมีบ้างที่คิดเห็นไม่ตรงกัน

อีกเรื่องหนึ่งก็คือความหลากหลายและแปลกใหม่ งานแอนิเมชันมักจะมาเป็นโปรเจกต์ๆ ไป พอหมดโปรเจกต์นึงก็จะมีโปรเจกต์ใหม่เข้ามา ทำให้เราได้เผชิญกับงานใหม่ๆ อย่างผมก็เคยทำตัวเทสต์เสร็จ ก็ได้มาทำเกม แล้วก็มาทำเมย์ไหน ก็ตื่นเต้นมากที่ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำมานาน แล้วก็มีไอเดียผุดขึ้นมามากมายว่าเราอยากทำนั่นทำนี่ แล้วต่อไปก็จะได้ทำ Featured film อีก ก็ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่

หรือแม้กระทั่งบางโปรเจกต์ที่อาจจะดูน่าเบื่อ เช่น งานสารคดี พอมาลงมือทำจริงก็จะพบกับความตื่นเต้นอีกแบบ เช่นเราได้ลองเปลี่ยนวิธีทำงานแล้วพบว่ามันได้ผลกว่าที่วิธีที่เราใช้ที่ผ่านมา จะพูดว่าทุกงานไม่มีซ้ำกันเลยก็คงไม่เชิง เพราะในขั้นตอนมันก็มีส่วนที่เหมือนกัน เช่น การเรนเดอร์อะไรแบบนี้ แต่ในแง่ของความรู้สึกที่เราได้คิดได้ทำโจทย์ใหม่ๆ ก็ถือว่าเป็นงานที่สนุกทีเดียว

IMG_2043

ฝากข้อความทิ้งท้ายสำหรับผู้ชมที่ติดตามผลงานสักเล็กน้อย

สำหรับผลงานในไทย ผมคิดว่ารออีกสักพักนึงจะมีผลงานดีๆ ออกมาให้เราดูเรื่อยๆ เพราะคนทั่วโลกใช้คอมมากขึ้น นิยมสื่อแอนิเมชันมากขึ้น รวมถึงในไทยเองก็กำลังโตเช่นกัน และมีบริษัทเจ็นใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ขอให้สนับสนุนผลงานของคนไทยมากขึ้น เพราะฝั่งผู้ที่สนใจใช้สื่อนี้เขาก็มีความไม่มั่นใจอยู่บ้างว่าลงทุนไปแล้วจะคุ้มไหม ผู้ชมชาวไทยจะตอบรับมากแค่ไหน เพราะคนไทยยังไม่นิยมเสพงานของคนไทยด้วยกันมากนัก

การได้ทำเมย์ไหนก็ถือว่าโชคดีมาก เพราะผลตอบรับก็ดี แถมยังได้แสดงให้เห็นว่าฝีมือคนไทยเก่งขึ้นเยอะแล้วนะ ถ้าชอบงานชิ้นไหนก็อยากให้ช่วยสนับสนุน เพราะมันก็เหมือนบอลไทยที่พอคนไทยด้วยกันสนใจ มันก็โต แอนิเมชันไทยก็เช่นกัน ถ้าได้รับความสน้บสนุนจากทุกคนก็มีโอกาสกลายเป็นสินค้าส่งออกได้ และเป็นอาชีพที่จริงจัง คนจะได้ไม่ต้องมองว่าเฮ้ย นี่มันแค่อาชีพนักวาดการ์ตูนเสียที (หัวเราะ)

IMG_2036

และนี่ก็คือเสียงจากผู้สร้าง “เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ” ภาพยนตร์ยอดฮิตแห่งปีนี้ อนิไทม์ขอขอบคุณคุณตุลย์และพี่ๆ ทีมงานที่นำความรู้และประสบการณ์มาแบ่งปันแก่ผู้อ่านทุกท่าน สำหรับใครที่อยากติดตามเรื่องราวของริฟฟ์ต่อ ก็ไปกดไลค์เพจ RiFF Animation Studio กันได้นะ!!
ป.ล. เอาไว้ฟิกเกอร์เมย์ไหนส่งมาถึงออฟฟิศอนิไทม์เมื่อไหร่ เราจะเอามาอวดให้คุณผู้อ่านที่กดซื้อไม่ทันได้ชมกันล่ะ!D

แถม: ริฟฟ์เขามีโรงเรียนของตัวเองด้วย ชื่อ On One Animation School เมื่อก่อนอยู่ที่เดียวกับริฟฟ์ แต่เดี๋ยวนี้โตขนาดแยกมาอยู่ตึกของตัวเองซึ่งอยู่ตรงข้ามซอยลาดพร้าว 93 (ซอยที่ตั้งของริฟฟ์) แล้ว ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ On One Animation School

IMG_2062

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.