ไม่เพียงแต่เป็นสื่อกลางที่นำข่าวสารในแวดวงการ์ตูนทั้งจากญี่ปุ่นและในไทยมาบอกต่อให้คอการ์ตูนชาวไทยได้รับรู้กัน แต่ Akibatan (อากิบะตัน) ได้เป็นเหมือนผู้สังเกตการณ์ที่ได้เฝ้ามองความเคลื่อนไหว เติบโต และเปลี่ยนแปลงของวงการการ์ตูนในประเทศไทยมาจนถึงปีที่สิบแล้ว พวกเขาเห็นอะไรกันมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมากันบ้าง คุณแบ้ว คุณเงือก และคุณบอล หัวเรือใหญ่แห่งอากิบะตันได้นำมาแชร์ต่อแก่พวกเราในวันนี้แล้วค่ะ

อากิบะตันถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร

แบ้ว ถ้าย้อนไปตั้งแต่แรกเริ่มจริงๆ ก็นานเกินสิบปีแล้วล่ะ ก่อนที่ใช้ชื่อว่าอากิบะตันเคยทำเว็บไซต์เกี่ยวกับเกมเล็กๆ อยู่ช่วงหนึ่ง จนมาถึงจุดนึงเราก็รู้สึกว่าเฮ้ย มันไม่ค่อยเวิร์กว่ะ และด้วยความที่เราชอบการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่แล้วเลยลองหันมาทำเว็บเกี่ยวกับการ์ตูนและวัฒนธรรมญี่ปุ่นดู นี่ก็คงเป็นเรื่องที่หลายๆ คนในแวดวงการ์ตูนอยากจะบอกต่อว่าการ์ตูนให้ประโยชน์อะไรแก่ผู้เสพบ้าง มันก็มีสาระบ้างไร้สาระบ้างแต่ถ้าเราตั้งใจดูเราก็จะได้แก่นที่การ์ตูนต้องการสื่ออออกมา

แรงบันดาลใจตอนนั้นก็คือไปอ่านเว็บของแดนนี ชู (ผู้ดำเนินรายการ Culture Japan และผู้ก่อตั้งบริษัท Smart Doll) แล้วก็รู้สึกว่าเขียนแบบนี้น่าสนใจดี มันไม่ใช่ข่าวเสียทีเดียว แต่เป็นการเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับประสบการณ์ในแวดวงนี้มากกว่า ก็ได้เป็นเว็บไซต์อากิบะตันที่เราเอาอากิฮาบาระบวกกับตันที่คนการ์ตูนชอบเติมท้ายเป็นชื่อเล่นของตัวละครอย่างที่ทุกคนรู้จักกันในทุกวันนี้

ทุกวันนี้อากิบะตันมีทีมงานกันกี่คนบ้าง

บอล ตอนนี้ทีมงานก็มีสักสิบคนได้ แล้วก็จะมีคนอื่นๆ ที่หมุนเวียนมาช่วยกันเรื่อยๆ ซึ่งมีหลากวัยมาก มีตั้งแต่รุ่นที่อายุเยอะกว่าเราด้วยแต่ก็ยังอยู่ในสายงานที่ใกล้ๆ กับเราอยู่ แล้วก็มีรุ่นน้องๆ ที่ติดตามข่าวสารในแวดวงสินค้าลิขสิทธิ์เป็นประจำก็ค่อนข้างเยอะ

แบ้ว คนดูแลหลักๆ สี่คนคือบอล เรา เงือก และซี บอลเองก็เคยทำงานในบริษัทลิขสิทธิ์การ์ตูนมาก่อน ก็ได้นำมุมมองจากประสบการณ์ตรงมาเล่าต่อในอากิบะตันด้วย แล้วก็จะช่วยคัดเลือกว่าคอนเทนต์ของอากิบะตันควรจะมีอะไร ช่วงนี้ควรนำเสนออะไรบ้าง อย่างเมื่อก่อนเราจะทำเรื่องการ์ตูนล้วนๆ แต่เดี๋ยวนี้เราก็มีเรื่องคัลเจอร์ของญี่ปุ่นมาร่วมด้วย

เงือก จริงๆ หลายคนในทีมเรานั้นต่างก็มีงานประจำที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสายงานการ์ตูนกันหลายคนเลยนะ แต่ที่มารวมกันได้ก็เพราะว่าความชอบในการ์ตูนที่เหมือนๆ กัน และอยากนำเสนอความชอบนี้ไปให้คนอื่นด้วย

เพราะมีทีมงานเยอะขนาดนี้อากิบะตันถึงได้ผลิตคอนเทนต์ได้อย่างต่อเนื่อง

แบ้ว ก็เพราะทุกคนมีความสนใจ มีแพชชันเรื่องเดียวกันแหละถึงมีแรงเขียนกัน เมื่อก่อนเรากับเงือกก็เขียนเองด้วย แต่เดี๋ยวนี้ก็มีน้องๆ มาช่วยดูแลงานแต่ละส่วนตามหน้าที่ ด้วยความที่ทีมงานส่วนใหญ่มีงานประจำอยู่แล้ว เราจึงต้องแบ่งหน้าที่และสโคปงานกันให้ชัดเจนในบรรดาทีมงานทั้งสิบคน แต่ละคนก็จะมีงานที่เป็นรูทีนของตัวเองอยู่ อย่างเจ้าตังก็ดูแลโซเชียล คอยอัปเดตข่าวสารการ์ตูน คนอื่นๆ ก็ผลัดกันแปลข่าว เขียนบทความลงเว็บอะไรแบบนี้

นอกจากผลิตคอนเทนต์ต่างๆ ที่เราได้เห็นตามสื่อต่างๆ อากิบะตันยังทำอะไรอย่างอื่นอีกหรือเปล่า

แบ้ว จริงๆ เราก็ทำกันเยอะนะ ส่วนมากจะเป็นงานเบื้องหลังที่ไม่ได้ออกในนามของอากิบะตัน เช่น การที่มีศิลปินมาแสดงในบางงานก็เป็นงานของพวกเราเหมือนกันนะ บางทีเขาก็ขอให้เราช่วยเป็นคอนซัลต์ในการคัดเลือกศิลปิน ช่วยเลือกคอนเทนต์ภายในงาน ซึ่งถ้าเป็นผู้ชมภายนอกก็จะไม่รู้ว่าเรามีส่วนร่วมด้วย นอกจากนี้ก็เป็นมีเดียพาร์ตเนอร์ของหลายๆ งาน เราก็จะได้รับมอบหมายให้ดูแลงานประชาสัมพันธ์ เขียนข่าวแจกต่างๆ

จากเดิมที่เป็นเว็บที่เป็นงานอดิเรก อากิบะตันได้มีส่วนร่วมกับระดับออฟฟิเชียลครั้งแรกเมื่อไหร่

แบ้ว งานแรกที่เรารู้สึกว่าเฮ้ย เราไม่ได้ทำแต่สื่อแล้วนะ ก็คืองานมีตติงของแดนนี ชู ในงานไทยแลนด์เกมโชว์ประมาณปี 2010 เพราะเราบังเอิญรู้จักคนใกล้ชิดกับแดนนี ชู พอดี เมื่อมาถึงวันนึงที่ตัวจริงมาไทย พี่คนที่เขารู้จักก็มาบอกว่าแดนนี ชูจะมาไทยนะ ขณะเดียวกันด้วยอีท่าไหนก็ไม่รู้ แดนนี ชูก็รู้จักอากิบะตันเหมือนกัน พอต่างฝ่ายต่างรู้จักกัน บวกกับเรานับถือเขาเป็นไอดอลที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเป็นเว็บของเราด้วย ก็ลงล็อกเป็นโอกาสให้จัดงานปาร์ตี้ในตอนนั้น แล้วก็มาจัดงานระดับฟูลสเกลให้เขาอีกทีในปี 2013 จากนั้นก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ

เคยคิดหรือไม่ว่าอากิบะตันจะมาไกลเกินคำว่างานอดิเรกขนาดนี้

แบ้ว จริงๆ ก็เป็นเป้าหมายแต่แรกอยู่แล้วนะ เราใฝ่ฝันว่าสักวันนึงเว็บนี้มันจะเลี้ยงตัวเองได้และเอามาต่อยอดอะไรสักอย่างได้ อีกส่วนหนึ่งเราก็อยากพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นด้วยว่าการ์ตูนมันไม่ใช่เรื่องไร้สาระนะเว้ย เราก็ทำเงินจากการทำสิ่งนี้ได้

บางคนอาจอยากเข้ามาอยู่ในจุดเดียวกับอากิบะตันเพื่อได้สิทธิ์พิเศษในฐานะที่เป็นคนวงใน ความจริงแล้วเป็นอย่างไร

บอล ในฐานะที่เคยทำเบื้องหลังมาเองด้วย จริงๆ มันเป็นจุดยืนที่ต่างกันนะ ถ้าเราเป็นแฟนคลับที่ไปตามศิลปิน จุดยืนของเราคือลูกค้า และนั่นคือจุดที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว เพราะไม่ว่ายังไงผู้จัดก็ต้องอยากส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า แต่ถามว่าถ้าผู้จัดได้อยู่ใกล้ชิดกับศิลปินที่เขาชอบแล้วเขาต้องอิจฉาไหม สำหรับผมคิดว่าไม่เลย ผมว่าการที่เราจะมาถึงจุดนี้ได้ เราต้องมีจิตใจที่อยากทำให้คนอื่นสนุกด้วย ไม่ใช่เราทำเอาสนุกเองคนเดียว

การเป็นผู้จัดงานหรือเป็นหนึ่งในออฟฟิเชียลเองไม่ใช่ว่าเราจะสนุกกับงานเท่าที่ลูกค้าสนุก มันมีอะไรเหนื่อยหลายอย่าง แต่สิ่งที่เราได้รับคือประสบการณ์ ความรู้ และความภูมิใจที่เราได้ส่งต่อความสนุกที่เมื่อหลายปีก่อนเราก็เคยได้สนุกในฐานะลูกค้า แล้ววันนี้เราก็ได้ทำให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ได้สนุกเหมือนสิ่งที่เราเคยได้รับเมื่อสิบปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นผมมองว่าไม่ใช่สิ่งที่อิจฉาเลยว่าเฮ้ยได้เป็นวงในอะไรแบบนี้ ถ้าคุณอยากสนุกกับสิ่งที่คุณเสพ คุณเป็นลูกค้าเหมาะแล้ว แต่สำหรับเราก็จะเป็นความสนุกในแง่ที่เราได้ส่งต่อความสุขให้คนรุ่นใหม่มากกว่า

เงือก มีเรื่องของการวางตัวด้วยแหละ เมื่อก่อนเราอาจเย้วๆ อยู่หน้าเวทีได้ แต่เดี๋ยวนี้เราก็ต้องสำรวมนิดนึง

แบ้ว ในมุมมองของคนทั่วไปอาจเข้าใจว่าเฮ้ยได้บัตรสื่อคือได้บัตรเบ่งนี่หว่า ไปยืนถึงขอบเวทีได้ เข้างานฟรี เข้าออกโซนไหนก็ได้ แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้มาเปล่าๆ มันมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแลกกัน ใช่ว่าจะห้อยบัตรสื่อแล้วเดินชิวไปไหนก็ได้ จะเอาอินเนอร์นำไปกรี๊ดกร๊าดศิลปินอยู่หลังเวทีก็ไม่ใช่ ทำไม่ได้เลยแหละ อย่างที่บอลบอกว่าถ้าคุณอยากสนุก คุณตามศิลปินในฐานะแฟนคลับดีแล้ว เพราะถ้ามาเห็นอะไรหลายๆ อย่างเบื้องหลังคุณอาจจะไม่ชอบสิ่งสิ่งนั้นไปเลยก็ได้

ถ้าอย่างนั้น ถ้ามีคนบอกว่าเขาอยากทำงานในแวดวงการ์ตูนบ้าง จะแนะนำเขาอย่างไร

แบ้ว พวกบริษัทการ์ตูนเหล่านี้เขาก็มีประกาศรับสมัครงานอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว คุณไปสมัครงาน (หัวเราะ) ฟังดูเหมือนง่ายๆ แต่ผมสังเกตเห็นหลายคนแล้วว่าดูมีสกิลน่าจะมาทำงานสายนี้ได้ แต่เขาก็ไม่ได้มาทำ แล้วก็ยังคงพูดอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตว่าเออทำไมบริษัทนั้นนี้ไม่ทำอย่างแบบนั้นแบบนี้บ้าง ซึ่งคุณสามารถทำโดยการลงไปทำเองเลยเว่ย ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้แล้วเอาตัวเข้าไปอยู่ในนั้นได้ คุณจะได้รู้ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นมันอยู่ในสถานการณ์แบบไหน แล้วคุณจะได้รู้เองว่าคุณสามารถทำอะไรให้วงการนี้อย่างถูกวิธีบ้าง

บอล หรือไม่ก็ลงมาช่วยงานบะตันดูสักงาน

แบ้ว (หัวเราะ) ก็เป็นไปได้ คือขอให้ได้ลองมีส่วนร่วมกับงานพวกนี้ อย่ามองแต่ภายนอกอย่างเดียว คุณจะไม่รู้เลยว่าความจริงคืออะไรบ้าง สิ่งที่คุณพูดมาว่าอยากให้เขาทำ เขาอาจจะลองทำมาหมดแล้วแต่มันไม่เวิร์กและไม่ได้พูด เพราะฉะนั้น พัฒนาสกิล ไปอยู่กับเขา แล้วคุณจะเข้าใจว่าความจริงคืออะไร

บอล ผมยกตัวอย่างเคยมีรุ่นน้องคนนึงที่เป็นลูกค้าของโรส เขาชอบการ์ตูนญี่ปุ่นมากแล้ววันนึงเขาก็สงสัยว่าเฮ้ย ทำไมคนไทยไม่ชอบดูพากย์ไทยกัน ถ้าเราทำพากย์ไทยให้มันดีพอที่จะดึงดูดให้คนไทยมาดูได้มันจะเป็นยังไง ณ วันนี้เขาก็พากย์เสียงไทยให้การ์ตูนญี่ปุ่นหลายเรื่องแล้ว ผมเคยเจอเขาเขาก็เล่าว่าพอไปอยู่ในจุดนั้น เขาก็ได้เห็นความยากลำบากหลายส่วนที่ตอนเขาเป็นลูกค้าเขาไม่เห็น แต่เขาก็พยายามต่อไป นี่คือตัวอย่างหนึ่งของคนที่เคยเป็นลูกค้าแล้ววันนี้เขาพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวงการ ได้รู้ว่าอะไรยาก อะไรที่เขายังพยายามช่วยต่อยอดต่อไปได้ คุณเองก็ต้องเอาตัวเข้าไปอยู่ในนั้น แล้วคุณจะรู้ว่าคุณจะทำอะไรเพื่อสิ่งนั้นได้ ลงมือทำครับ

อะไรคือสิ่งที่ทำให้อากิบะตันยังดำเนินมาได้ถึงปีที่สิบแล้ว

บอล พอเราได้เป็นส่วนหนึ่งที่เราได้ถ่ายทอดสิ่งที่เราเคยผ่านมาให้คนอื่นได้รับรู้ มันเป็นสิ่งที่เราภูมิใจ เป็นเป้าหมายของเว็บไซต์อากิบะตันว่ามันจะก่อประโยชน์ให้ทั้งแก่คนที่ทำมันขึ้นมาเองและคนที่ได้รับด้วย เพราะงั้นตราบใดที่มันยังสร้างผลลัพธ์แบบนี้อยู่ได้เรื่อยๆ เราก็คงจะไม่หยุดทำง่ายๆ ยิ่งเมื่อเราได้เป็นส่วนหนึ่งกับผู้จัดงานและทำให้อะไรบางอย่างเกิดขึ้นได้จริงๆ เราก็รู้สึกว่ามันไม่สูญเปล่า

แบ้ว อย่างกรณีแดนนี ชูก็ใช่ มันมหัศจรรย์มากที่เฮ้ย เราชอบแดนนี ชู ถึงขั้นเราทำเว็บตามเขา แล้วมาวันนึงเขาก็มาติดต่อเรา นั่นก็เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เราตั้งใจทำ และทุกวันนี้ก็มีเรื่องคล้ายๆ แบบนี้เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ศิลปินคนที่เคยร้องเพลงให้เรายืนเชียร์อยู่หน้าเวที วันนี้เขามาในนามของเรา เมื่อก่อนเราเคยเป็นคนซื้อ วันนี้เรานำเข้ามาขาย

คนที่ติดตามเราก็ค่อนข้างมีส่วนนะ ตลอดเส้นทางสิบปีที่ผ่านมาก็ทำให้เราได้รู้จักคนนั้นคนนี้ ได้รู้ว่าคนนั้นคอยอ่านนะ คนนี้คอยตามคอมเมนต์ มันก็รู้สึกดีใจและเป็นแรงผลักดันให้เราหัวรั้นทำต่อ

ตลอดสิบปีที่ผ่านมามีช่วงเวลาไหนที่ชอบที่สุด

แบ้ว ชอบตอนที่ได้อัปเดตช่วง LC Battle มันเป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก หลายๆ ค่ายก็แข่ง LC กัน เราก็คอยอัปเดตบนเว็บ คนก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูว่ามีเรื่องอะไรใหม่ๆ เข้ามาบ้าง

บอล ณ จุดนั้นเป็นช่วงเวลาที่วงการลิขสิทธิ์การ์ตูนญี่ปุ่นในไทยในจุดที่ค่อนข้างสูงสุดละ เรียกได้ว่าปี 2011-2014 เป็นช่วงที่วงการคึกคักที่สุดเลยละกัน อากิบะตันก็ไม่ได้แค่เกาะติดและรายงานข่าวอยู่ฝ่ายเดียว บริษัทลิขสิทธิ์ต่างๆ ก็โปรโมตอนิเมะแผ่น โปรโมตสินค้าผ่านทางสื่อของเราด้วย ช่วยกันบิ๊วไปด้วยกัน ทางเขาก็โต ทางเราก็โต

วงการการ์ตูนบ้านเราเปลี่ยนไปมากแค่ไหน

เงือก พูดในมุมของคนเสพก่อนละกัน มันเปลี่ยนไปทั้งการอ่านและการดู การ์ตูนมันมีเยอะขึ้นมากเลย สมัยก่อนเราจะเลือกอ่านแต่ละเรื่องก็ต้องดูปกก่อนเลย ข้างในจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ รีวงรีวิวก็ไม่มีเลยนะ ก็ต้องสุ่มมาอ่าน ถ้าสนุกก็โชคดีไป เดี๋ยวนี้คนเราก็สนใจการรีวิวมากกว่าเดิม เว็บการ์ตูนก็เป็นเหมือนคนคอยแนะนำการ์ตูนน่าสนใจให้คนรู้จัก ช่องทางการอ่านก็มีตั้งมากมายซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ค่อยชอบคือคนซื้อน้อยลง แม้ว่าจะมีแพลตฟอร์มให้ซื้ออ่านออนไลน์อย่างสะดวกแล้วก็ยังคงมีคนอ่านในช่องทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็ยังชื่นชมสำนักพิมพ์หลายๆ ค่ายที่ยังคงสู้อยู่และเอาการ์ตูนดีๆ เข้ามาให้อ่านทางช่องทางนี้

ฝั่งอนิเมะก็คล้ายๆ กัน เมื่อก่อนเราก็ต้องสุ่มดูเอา แต่พอมีเยอะขึ้นเราก็เริ่มหันไปดูตามกระแสนิยม มันจะมีช่วงนึงที่ลิขสิทธิ์ในไทยบูม ช่วงนั้นสนุกจริงๆ หลายๆ ค่ายก็พยายามหาเรื่องดังๆ เอาเข้ามาในไทย เด็กๆ ก็ตั้งหน้าตั้งตารอดู พยายามไม่ดูเถื่อนกัน พอค่ายพวกนี้ล้มหายตายจากกันคนก็ต้องกลับไปหาดูเถื่อน แต่ช่วงนี้ก็กลับกันอีกครั้งแล้วนะ เพราะมันมีแอปพลิเคชันดูออนไลน์อย่างถูกลิขสิทธิ์ เพราะอินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น แอปพลิเคชันก็เสถียรขึ้น มือถือก็ดีขึ้น พวกค่ายต่างๆ ก็ปรับตัวและเอาการ์ตูนทั้งเรื่องใหม่และเก่ามาอัปเดตตลอดเวลา เดี๋ยวนี้จ่ายเดือนละร้อยดูกันตาแฉะก็ดูไม่หมด ผิดกับเมื่อก่อนที่เราต้องเสียเงินซื้อแผ่นหรือกระทั่งเสียค่าไฟค่าเน็ตเพื่อโหลดบิตแบบเถื่อนก็ตาม

แบ้ว จริงๆ แล้วในเทรนด์การเสพการ์ตูนมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเนื้อหาการ์ตูนอย่างเดียว มันมีส่วนอื่นๆ ประกอบด้วย คนเราชอบอะไรสักอย่างก็ต้องมีเพื่อนด้วย ดูคนเดียวมันไม่เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่เกิดคอมมูนิตี ผมคิดว่าส่วนที่มีผลมากสุดก็คืออีเวนต์ จะพวกอีเวนต์คอนเวนชัน งานโดจิน คอนเสิร์ต ช่วง 7-8 ปีก่อนที่งานพวกนี้เกิดขึ้น มันก็เกิดผลกับวงการตามมาอีกมาก มันคือที่รวมหัวของคนชอบการ์ตูน มันทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้ชอบเรื่องนี้คนเดียว เรามีเพื่อนดูด้วย อย่างสมัยเราเป็นนักเรียนไปโรงเรียน เพื่อนร่วมห้องอาจจะไม่ได้อ่านการ์ตูนเหมือนกัน เขาอาจจะไปดูละครหรือสนใจอย่างอื่น หรืออ่านการ์ตูนแต่ไม่ได้ชอบเรื่องเดียวกับเรา แต่พอมีงานแบบนี้ก็ทำให้คนที่ไม่รู้จักกันแต่ชอบสิ่งเดียวกันได้มาพบกัน

ช่วงปี 2009-2010 นี้ พอสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นปุ๊บ สิ่งที่ตามมาคือตลาด สินค้าลิขสิทธิ์ก็ได้หมุนเวียน แต่พอถึงยุคที่เงือกบอกว่าบริษัทลิขสิทธิ์เริ่มซบเซา คนเริ่มหันไปดูเถื่อน ผมมองกลับกันว่าคนเสพไม่ได้ลดลง แต่สิ่งที่เขาใช้เงินจับจ่ายนั้นเปลี่ยนไป มันไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน อีเวนต์เองก็เริ่มเปลี่ยนกระแสไปทางไอดอล ซึ่งผมมองว่าช่วงสิบปีที่ผ่านมา อีเวนต์เป็นตัวที่บอกกระแสได้ชัดเจนที่สุดว่าวงการกำลังเป็นไปในทิศทางไหน

บอล ที่น่าสังเกตคือคอนเทนต์ของอีเวนต์แต่ละครั้ง สิ่งที่เขานำเสนอปีนี้กับสามปีที่แล้วมันไม่เหมือนกัน เพราะความชอบของคนเรามันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนวงการให้เห็นว่าคนกำลังชอบอะไร มันชัดเจนยิ่งกว่าการไปดูว่าการ์ตูนเรื่องนี้ประกาศออกมาแล้วคนแชร์กี่ร้อยกี่พัน คนพูดถึงเยอะแต่คนที่ยอมลงทุนจ่ายจริงมีมากแค่ไหน ถ้าเราดูที่อีเวนต์ เราจะรู้เลยว่าอะไรจะเกิดหรือไม่เกิด

แสดงว่าถ้ามองจากการที่อีเวนต์ใหญ่ๆ ซบเซาในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา วงการของเรากำลังอยู่ในขาลงใช่หรือไม่

บอล ถึงจะมีหลายอันที่ซาลงไปแต่ก็มีอย่างอื่นเกิดขึ้นมานะ คนก็เปลี่ยนไปตามความสนใจของเขา เมื่อก่อนเขาอาจจะตามไปงานการ์ตูนทุกงาน แต่เดี๋ยวนี้เขาอาจจะไปงานไอดอลทุกงานแทนก็ได้ ถ้าเราอยากจะปรับตัว เราอาจจะไม่ถึงขั้นต้องไปชอบสิ่งนั้นตามเขา แต่เราก็ต้องรู้เอาไว้ว่าคนกำลังชอบอะไร ซึ่งถามว่าสองปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากไหม ผมว่าเป็นช่วงที่ลมเปลี่ยนทิศมากกว่า ถ้าเราหันถูกทางเราก็จะไปได้ดี

หลายคนมักบอกว่าพออะไรสักอย่างซาลงก็บอกว่าไอ้นั่นไอ้นี่ตายแล้ว การ์ตูนไทยไม่มีรวมเล่มกับสำนักพิมพ์คือการ์ตูนไทยตายแล้ว ผมคิดว่ามันไม่มีอะไรตาย แค่มันเปลี่ยนหน้าตาไปเกิดอีกแบบหนึ่ง ถ้าเราไม่ยอมรับว่าสิ่งสิ่งหนึ่งจะเปลี่ยนรูปโฉมไปเรื่อยๆ เราก็จะคิดอยู่เพียงว่าสิ่งนั้นไม่โตต่อหรือมันตายแล้ว อย่างในแวดวงนักวาดไทยเดี๋ยวนี้ทุกคนไม่จำเป็นต้องตีพิมพ์การ์ตูนขายแต่ก็ยังประกอบอาชีพอยู่ได้ รับงานอิลลัสจากต่างประเทศได้ เช่นเดียวกัน ทุกวันนี้ก็ยังคงมีคนที่เห็นว่ามีอีเวนต์ขายของปุ๊บก็ตรงไปเพื่อจับจ่ายอยู่ แต่มันอาจจะไม่มากเท่า 2-3 ปีที่แล้วเท่านั้นเองเพราะเขาเอาเงินไปลงกับอย่างอื่น เราก็ต้องคอยจับตามองเรื่อยๆ ว่ามันเปลี่ยนไปทางไหน

แล้วสิบปีต่อจากนี้ อากิบะตันมองแวดวงการ์ตูนในบ้านเราว่าจะเป็นอย่างไร

เงือก ผมคิดว่าคนเราคงจะโหยหาเรื่องราวเก่าๆ กันมากขึ้น ถึงตอนนั้นพวกเราก็อายุ 40 กว่าๆ คนแก่ๆ อย่างเราก็คงอยากแนะนำการ์ตูนให้คนรุ่นหลังมากขึ้น แล้วคนรุ่นหลังก็คงอยากแนะนำให้เด็กๆ รุ่นต่อไปเรื่อยๆ สังคมการ์ตูนก็คงอยู่แหละ แค่แนวที่ชอบก็คงเปลี่ยนไปสักหน่อย แต่คนรุ่นใหม่ก็คงโหยหาสิ่งเก่าๆ ที่หาดูไม่ได้แล้วเหมือนกับที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ แบบการ์ตูนแนวลูกผู้ชายเดี๋ยวนี้เราก็ไม่ค่อยเห็น

บอล อีกสิบปีข้างหน้า Sword Art Online อาจจะกลายเป็นการ์ตูนที่ขึ้นหิ้งไปเลย อาจจะมีคนแบบ ฉันอยากดูมาก สิบปีที่แล้ว SAO มันสุดยอดมาก มันอาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้

เงือก ส่วนพวกเราก็ยังอยากอยู่ตรงนั้นแหละ คอยสอดส่องดูเทรนด์แต่ละยุคสมัย

บอล ส่วนผมก็มองคล้ายกัน และคิดว่าการ์ตูนก็จะเปลี่ยนรูปโฉมไปเรื่อยๆ เกินกว่าเราจะคาดเดาได้ เมื่อสิบปีที่แล้วไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะดูการ์ตูนทางมือถือได้ เรานึกภาพไม่ออกเลยนะ แล้วเราไม่นึกว่าระบบ VR มันจะเข้าถึงคนและทำได้ขนาดนี้แล้วเหรอ สิบปีข้างหน้ามันจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการรับชมการ์ตูนและเสพป็อปคัลเจอร์เกิดขึ้นแน่ๆ ซึ่งมันน่าสนใจมาก และเราต้องเตือนตัวเองว่าเราต้องไม่ยึดติดกับวิธีรับชมแบบการ์ตูน

ตอนนี้เราอาจพูดว่าไม่น่ะ ยังไงเราก็ต้องอ่านการ์ตูนจากเล่ม นั่นจะทำให้เราคิดว่าการ์ตูนตายแล้ว เพราะถึงวันนั้นอาจไม่มีใครอ่านการ์ตูนจากหนังสือเลยจริงๆ แต่อ่านจากมือถือกันทั้งหมดก็ได้  และถึงวันนั้นเราก็ต้องเตือนตัวเองว่าเราจะต้องไม่ยึดติดกับการอ่านรูปแบบนี้ เพราะสักวันหนึ่งมันก็จะถูกทดแทนด้วยสิ่งที่ใหม่กว่าเช่นเดียวกัน

 

และนี่ก็คือแง่มุมที่น่าสนใจจากผู้ที่อยู่เคียงข้างวงการการ์ตูนมานานนับทศวรรษ ในโอกาสนี้ อนิไทม์ก็ขอแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบสิบปีของอากิบะตัน และขอเป็นกำลังใจให้พี่ๆ ทุกคนได้อยู่คู่กับวงการต่อไปอีกสิบปีข้างหน้าเลยค่ะ

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *