home CREATOR, FEATURED, INTERVIEW [talk!] ‘Quinto’ กับการสร้างเรื่องราวจากดวงดาวและสายลม

[talk!] ‘Quinto’ กับการสร้างเรื่องราวจากดวงดาวและสายลม

Quinto (ควินโต) คือนามปากกาของนักวาดสาวตัวเล็กๆ ที่ได้สร้างผลงานที่ไม่ว่าใครที่ได้เห็นต้องสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและละมุนใจที่อัดแน่นอยู่ในเรื่องราวและภาพวาด รวมถึงโดจินชิของเธอ แดนดีไลออน (เรย์) ก็ติดรายชื่อการ์ตูนไทยแนะนำแห่งปีในหมวดการ์ตูนอิสระและโดจินชิโดยอนิไทม์ในปี 2560

แสง สี สายลม และดวงดาว หลอมรวมกันเป็นผลงานที่เบาบางในงานภาพแต่หนักแน่นในความรู้สึกได้อย่างไร วันนี้ อนิไทม์จะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักเธอมากขึ้นยิ่งกว่าเดิมกันค่ะ

 

นามปากกา Quinto มีความหมายว่าอะไร

ควินโตเป็นภาษาอิตาลี อันนี้เคยเรียนมา มันหมายถึงลำดับที่ห้า มาจากการคิดตัวละครลงคอมมูเพื่อน เราเลือกคอนเซ็ปต์เป็นสิงโตขี้ขลาด ต่อจากนั้นเราก็ไปค้นคว้า กำหนดจักรราศีให้เป็นราศีสิงห์ซึ่งราศีนี้ก็อยู่ลำดับที่ห้า แล้วแบ็กกราวด์ของตัวละครก็มีความเกี่ยวข้องกับเลขห้าอีกเยอะแยะ

หลังจากนั้นอีก เราก็คิดตัวละครแนวนี้ที่เป็นสิงโตขี้ขลาดอีกหลายตัว ยูนิตนี้เราจะเรียกชื่อเล่นว่าควินโต ตอนหลังกลายมาเป็นชื่อตัวเอง สำหรับเรา ในอีกแง่หนึ่งควินโตก็หมายถึงสิงโตที่ดูเหมือนจะเป็นสัตว์ที่ห้าวหาญแต่กลับมีมุมที่ขี้ขลาด หรือคนขี้ขลาดที่อยากจะเป็นสิงโต ซึ่งมันบอกตัวตนของเรามากๆ

แล้วนามปากกา Via-kanto ล่ะ

ต่างกันตรงที่ชื่อเวียคันโตเป็นชื่อเซอร์เคิลเราตอนแรกๆ มันเป็นภาษาเอสเปรันโต เป็นภาษาที่ไปได้ยินจากตอนดู ARIA อะค่ะ ในซาวด์แทร็กเขามันจะมีคนร้องเพลงภาษาแปลกๆ อยู่ นั่นล่ะภาษาเอสเปรันโต ที่จริงภาษานี้เป็นภาษาประดิษฐ์ที่คิดค้นโดยชาวรัสเซียที่ตั้งใจว่าจะให้เป็นภาษากลางแล้วใช้ไปทั่วโลก แต่เอาเข้าจริงความนิยมกลับอยู่ในวงที่ค่อนข้างแคบ

เวีย-คันโต มันแปลว่า Your Song เป็นเพลงของ Elton John ซึ่งเป็นเพลงที่เราชอบมาก ตอนแรกเราก็รู้สึกเขินที่จะใช้ชื่อ Your Song ตรงๆ เพราะมันจะโรแมนติกไปก็เลยกลายเป็นเวียคันโต ใช้กูเกิลนี่ล่ะค่ะ (หัวเราะ)

 

ควินโตเริ่มวาดการ์ตูนมาตั้งแต่เมื่อไหร่

เริ่มวาดมาตั้งแต่ประถม เห็นพี่ชายวาดพวกสงครามในสมุดเรียน แล้วเริ่มวาดโปเกมอน แล้วก็วาดตามพวกหนังสือสูตรฮาร์เวสต์มูน มันสนุกดี พอโตขึ้นมาก็มีไอดอลที่ชอบเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวัย แล้วก็มาเป็นลายเส้นปัจจุบัน

 

ชอบถึงขนาดเข้าเรียนมัณฑนศิลป์เพื่อการนี้เลยหรือเปล่า

จะว่ายังไงดี บอกตรงๆ ตอนแรกเรารู้แค่ว่าเด็กศิลปะจะต้องเข้ามัณฑนศิลป์ แต่เราก็ไม่รู้เขาเรียนอะไร แต่มันดี เพราะมันเปิดโลกกราฟิกมาก ศิลปะมันไม่ได้มีแค่เท่าที่เรารู้จัก แต่ก่อนเราสนใจแค่การ์ตูน อยากจะดูการ์ตูน อยากจะทำอะไรเกี่ยวกับการ์ตูน แต่พอเข้ามัณฑนศิลป์มันก็เปลี่ยนมุมมองว่าศิลปะมันมีหลายแบบกว่าที่เคยรู้มาก ถึงจะไม่แน่ใจว่าคิดผิดหรือเรียนตรงสายจริงๆ หรือเปล่า แต่จริงๆ มันก็แอบถูก มหาลัยเป็นที่ที่ดีมาก

 

เขียนโดจินชิเรื่องแรกตั้งแต่ตอนเรียนอยู่เลยหรือเปล่า

ไม่ใช่ เรียนจบแล้ว ปี 2014 เรื่องแรกคือเรื่องนี้ (หยิบหนังสือให้ดู) รู้จักวงการนี้จากเพื่อน เพื่อนพาไปงานการ์ตูนบ่อยๆ งานอะไรนะ ตึกฐานเศรษฐกิจอ่ะ นานมาก (หัวเราะ)

 

 

จากเป็นคนเดินงานการ์ตูนแล้วมาวาดเองได้อย่างไร

ตอนนั้นทำงานประจำอยู่ มาวาดงานเองเพราะรู้สึกอยากพัฒนาตนเอง อยากทำงานในส่วนที่ไม่เคยได้ทำ ปกติเป็นนักวาดภาพประกอบอยู่แล้ว ก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากวาดภาพ เราอยากจะรู้เรื่องเกี่ยวกับการเขียนเรื่องการเล่าเรื่อง อยากจะลองเขียนสตอรีบอร์ด เห็นพี่เขาเขียนสตอรีบอร์ดกันเป็นอาชีพกันได้ คนพวกนี้โคตรเก่งเลย อะไรแบบนี้ อยากลองทำงานให้จบกระบวนการ เริ่มตั้งแต่ศูนย์จนได้หนังสือออกมาหนึ่งเล่มว่ามันต้องผ่านอะไรมาบ้าง เราสนใจตรงนี้มากก็เลยได้มาทำ ซึ่งแบบ เฮ้ย สนุก ติดลม มันเขียนจะผิดพลาดอะไร ก็ผิดที่ตัวเองแล้วล่ะ

 

ตอนนี้ควินโตทำงานอะไรบ้าง

ตอนนี้เราไม่ได้เป็นฟรีแลนซ์ภาพประกอบ เราค้าขายอยู่ที่ร้านของที่บ้าน แล้วก็ออกแบบเสื้อกีฬา อาจเป็นเพราะเรามองเห็นช่องทาง เห็นคอนเน็กชันด้วยก็เลยลองทำ เป็นงานที่เรายังได้ทำอะไรที่เกี่ยวกับศิลปะอยู่

 

ตั้งแต่แรกสุดก่อนเป็นไอเดียขึ้นมาที่จะเขียนโด ควินโตมีขั้นตอนยังไงถึงจะออกมาเป็นเล่มสวยๆ แบบนี้ได้

เราเริ่มจากกำหนดธีมเรื่องก่อน กำหนดโจทย์ที่ว่าจะเขียนเรื่องอะไร หรืออาจจะมีแรงบันดาลใจอยู่แล้ว มีรูปภาพที่อยากวาด มีเรื่องที่อยากเล่า เราก็จะกำหนดแล้วเขียนๆๆ แก้ไปเรื่อยๆ แล้วก็มาเป็นขั้นตอนตามปกติ ลงสตอรีบอร์ด วาดจริง ตัดเส้น เข้าโรงพิมพ์ แต่สิ่งสำคัญคือกำหนดโจทย์มาก่อนในการเล่าเรื่อง

อย่างเช่น แดนดิไลออน จริงๆ แล้วมันเริ่มมาจากคัตเอาต์ที่วาดเล่นๆ ตอนแรกเรามีเรื่องที่อยากจะเขียนเป็นธีมเกี่ยวกับความเกลียดชัง แล้วก็การละลายความเกลียด เราได้แรงบันดาลใจมาจากแม่ของเราที่ต้องผ่านวัฒนธรรมสะใภ้จีน ต้องโดนกดขี่จากญาติฝั่งที่เขาแต่งงานด้วย ขนาดเราอายุเข้า 25 26 27 แล้วเขาก็ยังเล่าเรื่องนี้ซ้ำๆ เหมือนมันกัดกร่อนจิตใจมานานมาก

พอได้ธีมนั้นแล้วว่าเราจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องความเกลียด การละลายความเกลียด แล้วก็การเข้าสู่ความธรรมชาติของตัวเอง ธรรมชาติที่ว่าเด็กๆ ไม่อยากจะเกลียดใคร มีความดีในจิตใจ ก็กำหนดออกมาเป็นตัวละครสามตัวที่จะต้องหาทางออกไปจากวังวนนี้ แต่สิ่งที่ทำให้มาเป็นแดนดิไลออนคือหาเซ็ตติงไม่ได้ว่าจะเอาอะไรมากำหนดว่าเขาจะต้องหนีไปจากอะไร รู้แล้วล่ะว่าเขาจะต้องหนีไปจากความเกลียดชังให้ได้ แต่ว่าเซ็ตติงมันยังนึกไม่ออก แล้วบังเอิญเราก็วาดรูปเป็นคัตเอาต์เป็นดอกแดนดิไลออนเลยปิ๊งไอเดียขึ้นมา เป็นเด็กๆ ที่จะลอยไปตามความธรรมชาติของตัวเองแล้วก็ถูกกักขังอยู่อะไรประมาณนี้ ใส่กฎต่างๆ

 

 

จะมีกฎสามข้อในการเขียนเรื่องแดนดีไลออน ข้อแรกเด็กเนี่ยมีธรรมชาติของตัวเอง ธรรมชาติก็คือลมใหญ่และลมเล็ก  ลมใหญ่คือการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทุกคนก็จะต้องลอยติดตามลมใหญ่ ส่วนลมเล็กคือลมเบาๆ ให้เด็กปลดปล่อยธรรมชาติในการเล่นของเขาออกมา ข้อสองคือน้ำตาเป็นของหนัก การปลดปล่อยความรู้สึกออกมาทำให้เขากลับเข้าสู่ธรรมชาติได้ ข้อที่สามมันอยู่ในเล่มนี้ล่ะ เด็กแต่ละคนจะมีคาแรกเตอร์เฉพาะที่บอกเกี่ยวกับตัวเขา เช่น คนนี้เป็นคนใจดี คนนี้เป็นคนร่าเริง คนนี้เป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรง คนนี้เป็นคนที่มีทักษะการฟัง

อย่างเล่มนี้จะมีคนที่เห็นง่ายๆ คือลีออน จะเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรง ลักษณะทางกายภาพของเขาจะเป็นคนที่มีเขี้ยว แต่วันนึงที่เขาโตขึ้นแล้วไม่มีอารมณ์รุนแรงนี้แล้ว เขี้ยวซึ่งเป็นลักษณะทางกายภาพก็จะหายไปด้วย อีกคนนึงที่เห็นได้ชัดก็คือยวน เป็นคนที่มีไฝใต้ตา เป็นคนที่มีจิตใจละเอียดอ่อน ช่างสังเกตคนรอบข้าง ซึ่งมิวดาซึ่งเป็นนางเอกในเรื่องนี้ก็จะได้รับไฝติดมา ตอนหลังก็จะได้เห็นว่าสองคนนี้เขาเคยเจอกันมาก่อน

นี่คือกฎสามข้อ ที่เราแฝงไว้ว่าถ้าตัวละครไม่มีอารมณ์นั้นในใจแล้ว ลักษณะทางกายภาพมันก็จะหายไป เช่นเขี้ยวหายไป ใฝจะหายไป ขณะเดียวกันมันก็ติดต่อกันได้ ก็อย่างเช่นเราอยู่ใกล้ๆ กับคนๆ นึงนานๆ เราก็จะซึมซับนิสัยของเขาเข้ามา

ส่วนเล่ม เรย์ เป็นโจทย์ซึ่งเราเขียนอยู่แล้วว่า เราเอาโควตมาจากเพจอ่านอิตาลี เขาบอกว่า เด็กๆ ไม่มีความหลัง นี่คือความลึกลับทั้งหมดของความไร้เดียงสาอันน่าอัศจรรย์ในรอยยิ้มของพวกเขา อันนี้คือโจทย์สำหรับเล่มเรย์ อยากเขียนเด็กๆ ที่ไม่มีความหลัง มีความสุข มีการมองมุ่งไปในอนาคต มีการมองทัศนคติที่ดี มีรอยยิ้มที่อบอุ่น เป็นสองคนที่ไม่รู้จักกันกันมาก่อนมาเจอกัน แล้วก็มีความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์มากๆ ซึ่งเราก็ค่อนข้างแฮปปี้ มีแต่ความสุข

 

 

เนื้อเรื่องของเล่มนี้เป็นเรื่องที่ฟอร์มยักษ์มากๆ

ตอนแรกเราก็ไม่มั่นใจว่าการเขียนเล่มเรย์เป็นเรื่องดีหรือเปล่า จนกระทั่งได้รับการเขียนชื่นชมจากอนิไทม์ เหมือนเป็นการรีวิวตัวเองด้วย เราเคยได้ยินโควตนึงเขาบอกว่า คุณอาจจะไม่ต้องศรัทธาในตัวเองก็ได้ แต่แค่ให้คุณศรัทธาในคนที่เชื่อในตัวคุณ ก็แบบเออมันดีในแบบของเรา ตอนแรกเรากลับมาอ่านแล้วรู้สึกเกลียดตัวเองนิดหน่อย แบบเรื่องมันไม่มีอะไรอะ แต่พอแบบได้อ่านรีวิวก็มองกลับมา มันมีแก่นอะไรบางอย่างที่คนชื่นชมและเราไม่เคยสังเกตเห็นเอง ซึ่งเราก็ได้รับความเคารพตัวเองกลับมา

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำโดออกมาให้เสร็จสักเล่มคืออะไร

สิ่งสำคัญคือ ‘เวลา’ แล้วก็ ‘ทำให้เสร็จ’ คือถ้ามันไม่มีโดออกมา มันก็คือไม่มีอะไรเลย ไม่มีตั้งแต่การวาดรูป มันไม่มีตั้งแต่การเขียนเรื่อง มันจะไม่มีอะไรเลยถ้าทำไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นเวลากับการทำให้เสร็จเป็นเรื่องสำคัญมาก

 

เรื่องเวลานี่น่าจะเป็นปัญหาควินโตพบบ่อยๆ หรือเปล่า

ไม่เชิง ปัญหาที่เราพบบ่อยคือเขียนเรื่องไม่จบ คือเขียนแล้วเรื่องมันแหม่งๆ เราอาจจะได้ไอเดียมาว่าจะเขียนอะไรหรือเริ่มยังไง แต่การดำเนินเรื่องมันหายไป เราเขียนไม่รู้เรื่อง วิธีแก้ปัญหาของเราก็คือจะเขียนออกมาเป็นตัวอักษรให้มากๆ แบ่งเป็นพาร์ตๆ หรือเป็นองก์ย่อยๆ เขียนพาร์ตไหนไม่ได้ก็ย้อนกลับมาดูภาพรวมก่อนว่ามันแหว่งตรงไหน เราจะได้รีวิวตัวเองกลับไปด้วย

 

ขั้นที่ยากที่สุดคือขั้นตอนไหน

ของเรามันคือเนื้อเรื่องกับสตอรีบอร์ด เราเขียนเนื้อเรื่องไม่เก่ง สตอรีบอร์ดก็ไม่เคยทำ เราเป็นแค่นักวาดภาพประกอบ เป็นคนที่วาดภาพเฉยๆ ทำได้แค่วาดภาพ เราว่าหัวใจสำคัญของการเขียนการ์ตูนอยู่ที่การเล่าเรื่องไม่อย่างนั้นคุณก็เริ่มอะไรไม่ได้

 

การทำโดผลงานเดี่ยวกับแอนโธโลจีมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกันยังไง

ตรงที่แตกต่างกันคือเลย์เอาต์เล่ม การทำคนเดียวเนี่ย เราก็จะลากไปได้เรื่อยๆ เจอปัญหาเราก็แก้ในแบบของเราเองได้เลย แต่การทำแอนโธมันต้องฟิกซ์ทุกอย่างมาก่อน มีจำนวนหน้ามีพื้นที่จำกัดชัดเจน

ปัญหาเฉพาะหน้าก็เป็นอีกเรื่องนึง แต่ข้อดีคือมันได้ไอเดียใหม่ๆ จากคนที่เขาทำงานด้วยกัน ทำให้เรากล้าทำในสิ่งที่ไม่กล้าทำ มีคนช่วยให้ความเห็นเพิ่มเติมว่ามันควรจะไปทางไหน เราเองอย่างแอนโธเล่มนี้ก็คงไม่กล้าทำเป็นภาษาอังกฤษถ้าเกิดว่าไม่มีน้องๆ ที่เก่งภาษาอังกฤษมาก เราว่ามันเป็นเรื่องดีที่มีคนคอยช่วยเรา ช่วยออกไอเดีย ทำงานร่วมกัน มันดี จะได้เปิดมุมมองใหม่ๆ

 

ผลงานที่ผ่านมาจะเล่าเรื่องสไตล์นิทานเป็นหลัก ทำไมจึงชอบแนวนี้

เพราะเราชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชน แล้วก็เราเสพงานนิทานค่อนข้างบ่อย เพราะตอนเรียนเราเรียนมาด้วย พวกวิชาภาพประกอบซึ่งเป็นงานสำหรับเด็ก แล้วเราก็สนใจเด็กๆ เป็นพิเศษอยู่แล้ว ก็เลยเขียนเป็นนิทานออกมา รูปแบบนิทานเป็นรูปแบบที่เราสามารถปลดปล่อยจินตนาการได้ดี

แล้วที่มาของการใส่ดาวประกายในทุกชิ้นงานล่ะ

เราชอบพวกอวกาศ ดาวมันระยิบระยับ เรารู้สึกว่าอวกาศมันเป็นพื้นที่ที่ความเป็นจริงอยู่ร่วมกับจินตนาการได้  เพราะอวกาศมันกว้างใหญ่มากเสียจนเราไม่รู้ว่ามีเกิดอะไรขึ้นบ้างในมุมที่ยังไม่มีใครสำรวจถึง เราก็จะจินตนาการไปเรื่อยว่าในอวกาศมันมีอะไร ขณะที่ส่วนหนึ่งมันก็สามารถพิสูจน์ด้วยความจริง เราก็เลยชอบดาวมาก

 

อีกจุดเด่นหนึ่งของควินโตคือการเลือกใช้สี มีที่มาของการใช้สีสไตล์นี้จากไหน

จริงๆ แล้วตอนเด็กๆ เราค่อนข้างชอบโมเนต์มาก ช่วงม.ปลาย ไปดูพวกภาพแล้วก็ติดใจภาพวาดรูปหนึ่งมากแต่ตอนนั้นเราไม่รู้ชื่อว่าเป็นงานของใคร จนกระทั่งมหาลัยถึงอ๋อ คนนี้ชื่อโมเนต์นี่เอง เขาเป็นคนที่ใช้สีบ่งบอกถึงลักษณะของวัตถุ แสงเงา เป็นคนที่ผสมสีค่อนข้างเยอะ เราก็ซึมซับวิธีการใช้สีนั้นมา

วิธีการใช้สี เราก็จะกำหนดสีหลักออกมาก่อน หลังจากนั้นก็จะเลือกสีที่ตรงข้ามมาเบรกกัน ลงไปสักพักสีตรงกลางที่เรารู้สึกว่าขาดหายไปมันจะออกมา ก็จะได้ 3 สี ถ้าเป็นทฤษฎีศิลป์เราก็จะเรียกมันว่า ไทรแอด มันจะมีความตัดกันและกลมกลืนไปด้วยกัน

เช่นอันนี้ (โปสเตอร์ของงานออริจินัล คอนเน็กต์) เจอสีแดงอิฐ เจอสีฟ้า ขาดอีกสีนึงที่จะเบลนด์ให้เข้ากัน เราก็อัดสีเหลืองเข้ามา ก็จะได้ 3 สีที่เป็นไทรแอด หลังจากนั้นก็โปรยสีนี้ไปให้ทั่วๆ

 

พูดถึงโปสเตอร์ของออริคอนแล้ว นอกจากเรื่องการเลือกสี มีไอเดียอะไรที่ใส่เพิ่มเติมนอกจากโจทย์ที่ได้รับบ้าง

งานนี้เรายกความดีความชอบให้บรีฟเต็มๆ เพราะโจทย์ที่ได้รับมาเขียนไว้ละเอียดมากจนเราเห็นภาพสำเร็จก่อนที่จะวาดเสียอีก แต่ในข้อมูลหนึ่งมันสามารถเล่าเรื่องได้หลายวิธี เพราะงั้นเราเลยสเก็ตหลายแบบให้ทางสต๊าฟเลือก แล้วเราก็คิดต่อไปถึงความสัมพันธ์ของตัวละครที่แอบจิ้นลงไปเล็กน้อย อย่างสาวผมทองเห็นเขาดูสนิทกับพี่ชายร้านคาเฟ่ตั้งแต่โปสเตอร์ครั้งที่แล้ว คือแค่ได้อ่านโจทย์ก็รู้สึกว่าเรื่องมันสนุกมาก ธีมร้านเบเกอรีเป็นธีมที่นั่งหาเรฟแล้วมีความสุข เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขมากชิ้นหนึ่งเลย

 

ทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำสำหรับน้องๆ ที่อยากทำงานวาดภาพแบบควินโตสักเล็กน้อย

ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ สู้ๆ นะ

 

 

สำหรับใครที่อยากชมผลงานของ Quinto สามารถกดติดตามที่เพจ via-kanto และพบกับเธอได้ในงาน Original Connect #4 ~Homemade Dream~ งานสำคัญแห่งปีจากอนิไทม์ วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม 2561 นี้ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครค่ะ

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.