home ANIME, SCOOP รู้จักภาพ “ทานตะวัน” ดอกไม้เลอค่าที่จอมโจรคิดหมายปองชิ้นใหม่ ในโคนันมูฟวี่ 19

รู้จักภาพ “ทานตะวัน” ดอกไม้เลอค่าที่จอมโจรคิดหมายปองชิ้นใหม่ ในโคนันมูฟวี่ 19

61วันนี้มาแปลกหน่อย เราจะมาพูดถึงศิลปินผู้ยิ่งใหญ่และงานจิตรกรรมอันทรงคุณค่ากัน แต่ใช่ว่าเราจะนอกเรื่องจากการเป็นเว็บการ์ตูนนะ เพราะภาพวาด “ทานตะวัน” หรือ “Sunflowers” ของวินเซนต์ แวน โก๊ะ จิตรกรผู้มีชื่อเสียงโด่งดังตลอดกาลนี้คือคีย์สำคัญที่จะปรากฏในภาคมูฟวี่ของยอดนักสืบจิ๋ว โคนัน ปริศนาทานตะวันมรณะ ที่กำลังฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์นี่แหละ

ในมูฟวี่ภาคที่ 19 นี้เป็นศึกระหว่างโคนันและคู่ปรับอย่างจอมโจรคิด และศึกนี้เองก็พิเศษกว่าครั้งที่ผ่านมา เพราะปกติจอมโจรคิดจะสนใจขโมยแต่อัญมณีเท่านั้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จอมโจรคิดคิดจะขโมยงานศิลปะที่ประเมินมูลค่ามิได้อย่างภาพทานตะวันของแวนโก๊ะ เราจึงขอนำข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับแวน โก๊ะและผลงานชิ้นนี้ของเขามานำเสนอ เพื่อท่านที่ยังไม่ได้ชมจะได้ตื่นเต้นมากขึ้น ส่วนท่านที่ชมในโรงแล้วก็จะเข้าใจมากขึ้นว่าผลงานชิ้นนี้ทรงคุณค่าอย่างไร

 

วินเซนต์ แวน โก๊ะ

62
ย้อนความไปถึงแรกเริ่ม แวน โก๊ะ กำเนิดในเมืองซึนเดิร์ธ ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี 1853 (พ.ศ.2396) ในครอบครัวฐานะปานกลาง ก่อนจะยึดอาชีพศิลปินอย่างเต็มตัว แวน โก๊ะ เคยทำงานในห้องภาพและเคยเป็นนักเทศน์มาก่อน แต่เนื่องจากเป็นคนพูดไม่เก่งและอารมณ์แปรปรวนง่ายจึงประกอบอาชีพไม่ราบรื่นนัก แต่กระนั้นแล้ว ถึงจะเปลี่ยนอาชีพมาเป็นศิลปิน แวน โก๊ะ ก็ไม่ประสบความสำเร็จแม้แต่น้อย เขามีชีวิตที่แร้นแค้นมาโดยตลอด กล่าวกันว่าตลอดชีวิตของแวน โก๊ะ เขาขายงานออกเพียงชิ้นเดียวคือภาพ The Red Wineyard ในราคาประมาณ 350 ฟรังก์ (ปัจจุบันภาพนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์มุชชิน เมืองมอสโกว ประเทศรัสเซีย)

63

ภาพสีน้ำมันที่แวน โก๊ะ วาดตนเองเมื่อปี 1889

แต่อย่างน้อยก็แวน โก๊ะยังพออยู่ได้ด้วยการสนับสนุนจากเตโอโดรัส แวน โก๊ะ หรือ ‘เตโอ’  น้องชายของเขาซึ่งประกอบอาชีพนักค้างานศิลปะ เตโอรักพี่ชายของเขาและให้ทุนทรัพย์แก่แวน โก๊ะให้เขามีอุปกรณ์ศิลปะ อาหาร และที่อยู่อาศัยเพียงพอ ตลอดชีวิตของแวน โก๊ะ เขาได้สร้างผลงานศิลปะมากกว่า 2,100 ชิ้น ในจำนวนนี้เป็นภาพวาดสีน้ำมัน 860 ชิ้น ส่วนที่เหลือเป็นภาพสีน้ำ ภาพสเก็ตช์ และภาพพิมพ์ โดยเกือบทั้งหมดถูกวาดขึ้นในช่วง 2 ปีสุดท้ายของชีวิตของเขา 

ในปี 1890 (พ.ศ.2433) ด้วยความเครียดและอาการทางจิต แวน โก๊ะ ได้ยิงตัวเองบริเวณบ้านพักในเมืองโอแวร์ซูวร์รวซ ประเทศฝรั่งเศส ก่อนเสียชีวิตด้วยพิษบาดแผลของตนในอีกสองวันต่อมา สิริรวมอายุ 37 ปี

66

“Wheat Field with Crows” ภาพสุดท้ายในชีวิตที่แวน โก๊ะวาด

แม้ว่าตลอดชีวิตของแวน โก๊ะ จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่แวน โก๊ะเป็นศิลปินสายอิมเพรสชันนิสต์ผู้ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งต่อศิลปะในยุคต่อมา หรือที่เรียกว่า ศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) ขณะที่ก่อนหน้านี้ ภาพจิตรกรรมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นงานศิลปะที่แท้จริงจะต้องเป็นภาพที่สมจริง ถ่ายทอดสรีระของมนุษย์หรือวาดวัตถุต้นแบบได้อย่างละเอียดลออ แต่ผลงานของแวน โก๊ะกลับไม่ได้สนใจความสมจริงมากนัก ใช้สีฉูดฉาด ทั้งยังมีรอยแปรงหยาบทั่วทั้งภาพ แต่กลับถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกอันรุนแรงจากการผ่านประสบการณ์ความเจ็บปวดทั้งชีวิตของเขาได้อย่างลึกซึ้ง

63

“The Starry Night” ผลงานเลื่องชื่อของแวน โก๊ะ

เมื่อเวลาผ่านไป นิยามของคำว่าศิลปะและรสนิยมของผู้เสพศิลปะกว้างขวางขึ้น ผลงานของแวน โก๊ะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์จึงได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ประกอบกับชีวประวัติอันน่าสนใจของเขา ทำให้ทุกวันนี้ ผลงานของแวน โก๊ะ นั้นมีค่ามากเสียจนประเมินไม่ได้

 

 

59ชุดภาพเขียน “ทานตะวัน”

ทานตะวัน (Sunflowers) คือชื่อของชุดภาพสีน้ำมันสองชุดที่แวน โก๊ะวาดขึ้น ชุดแรกถูกวาดในปี 1886-1888 ที่ปารีส เป็นดอกทานตะวันที่วางบนพื้น ส่วนอีกชุดหนึ่งคือชุดที่ปรากฏในมูฟวี่ของโคนันภาคนี้นี่เอง เป็นภาพช่อดอกทานตะวันที่มีตั้งแต่ดอกตูม บาน และเหี่ยวเฉาเสียบรวมกันในแจกัน ภาพชุดนี้ถูกวาดในปี 1888-1889 ที่เมืองอาร์ล ประเทศฝรั่งเศส ภาพทานตะวันเมืองอาร์ลเป็นส่วนหนึ่งของชุดภาพ ‘ของตกแต่งของบ้านสีเหลือง’ (Décoration for the Yellow House) โดยบ้านสีเหลืองที่ว่านี้คือบ้านที่แวน โก๊ะ เช่าอาศัยในเมืองอาร์ลซึ่งทาสีเหลืองทั่วทั้งหลัง

(หลังจากนี้ ‘ทานตะวัน’ จะหมายถึงภาพชุดนี้)

64

บ้านสีเหลือง ที่แวน โก๊ะเช่าอาศัยในเมืองอาร์ล ตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส

ทานตะวันเมืองอาร์ล ประกอบด้วยภาพจำนวน 7 ภาพ โดย 4 ภาพเป็นภาพต้นฉบับที่วาดในปี 1888 (พ.ศ.2441) ส่วนอีก 3 ภาพเป็นภาพที่แวน โก๊ะ วาดเลียนผลงานชุดแรกในปีต่อมา

แวน โก๊ะ วาดภาพทานตะวันโดยตั้งใจว่าจะใช้ตกแต่งห้องของปอล โกแกง เพื่อนศิลปินสายอิมเพรสชันนิสต์คนสนิทที่จะมาพักอาศัยกับเขา โดยหวังจะสื่อให้โกแกงเห็นความงดงามในความเรียบง่ายของช่อดอกทานตะวันธรรมดาๆ และโกแกงก็เห็นว่าภาพชุดนี้เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของแวน โก๊ะ

65

The Painter of Sunflowers – ภาพที่โกแกงวาดแวน โก๊ะ ขณะวาดภาพทานตะวันเมื่อปี 1888

รู้จักกับภาพทานตะวันแต่ละภาพแบบละเอียดๆ ดังนี้

67

F.453 เป็นภาพทานตะวันภาพแรกของชุดนี้ ขนาด 73.5*60 ซม. ปัจจุบันถูกเก็บเป็นของสะสมส่วนบุคคล

68

F.459 “ทานตะวันแห่งอาชิยะ” ภาพลำดับที่สอง ขนาด 98*69 ซม. ครั้งหนึ่งถูกซื้อโดยโคยาตะ ยามาโมโตะ มหาเศรษฐีแห่งเขตอาชิยะ จังหวัดเฮียวโกะ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อพ.ศ.2463 โดยหวังว่าจะอุทิศแก่พิพิธภัณฑ์โอตสึกะ แต่ต่อมาก็เสียหายและสูญหายไปพร้อมกับผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าอีกมากมายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพสหรัฐได้บุกโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2478  

ตั้งแต่ปี 2557 พิพิธภัณฑ์โอตสึกะได้พยายามสร้างทานตะวันแห่งอาชิยะขึ้นมาใหม่ให้เหมือนต้นฉบับที่สุด ตั้งแต่พื้นผิวผ้าใบ ไม้ขึงกระดาษ เม็ดสี ความแวววาว โดยเทียบกับภาพในหนังสือภาพของพิพิธภัณฑ์มุซาโคจิ ซาเนะอัตสึเป็นต้นแบบ ครั้งแรกปรากฏว่าพื้นหลังสีน้ำเงินซีดเกินไป ครั้งที่สองปรากฏว่าผิวงานเงาและขรุขระเกินไป ปัจจุบันทางผู้รับผิดชอบอยู่ระหว่างความพยายามครั้งที่สาม

ภาพลำดับที่สองนี้เองที่เป็นภาพเจ้าปัญหาในโคนัน เดอะ มูฟวี่ ภาคนี้ โดยในภาพยนตร์มีเนื้อเรื่องว่าแท้จริงแล้วภาพนี้ไม่ได้เสียหายไปในเพลิงสงคราม แต่ถูกปกป้องไว้อย่างทันท่วงที ก่อนถูกค้นพบอีกครั้งโดยชาวญี่ปุ่นที่ประเทศฝรั่งเศส

69

F.456 ทานตะวันลำดับที่สาม ขนาด 91*72 ซม. ปัจจุบันถูกจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Neue Pinakothek เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี

70

F.454 ทานตะวันลำดับที่สี่ ขนาด 92.1*73 ซม. ปัจจุบันถูกจัดแสดงที่ National Gallery กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

73

F.457 ทานตะวันลำดับที่ห้า ขนาด 100*76 ซม. เป็นภาพเลียนของลำดับที่สี่ ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะซัมโป เจแปน ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 42 อาคารซัมโป เจแปน ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทซัมโป เจแปน ประกันภัย อยู่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ลำดับที่ห้าก็จะเป็นอีกประเด็นในเนื้อเรื่องของมูฟวี่ภาคนี้ เพราะหลังจากที่ถูกซื้อโดยชาวญี่ปุ่นเมื่อปีพ.ศ. 2430 ทานตะวันลำดับที่ห้า ก็ถูกสงสัยว่าเป็นของปลอมฝีมือของเอมิล ชัฟเฟนเนกเกอร์ (พ.ศ. 2394-2473) ศิลปินสายอิมเพรสชันนิสต์อีกคนหนึ่งหรือไม่ ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นนักเก็บสะสมคนแรกๆ ที่ตามเก็บงานของแวน โก๊ะ แต่เขายังเคยศึกษาและวาดเลียนแบบผลงานของศิลปินคนอื่นๆ เหมือนทุกกระเบียดนิ้วอีกด้วย ทั้งยังกล่าวกันว่าเอมิลน่าจะเคยพยายามวาดเลียนแบบภาพทานตะวันแล้ว แต่ไม่มีใครทราบว่าเขาวาดจนเสร็จสมบูรณ์หรือไม่ และผลงานนั้นถูกเผยแพร่ไปที่ใดรึเปล่า ประกอบกับลำดับที่ห้าถูกวาดบนผืนผ้าใบปอกระเจาซึ่งไม่ใช่วัสดุที่แวน โก๊ะใช้เป็นประจำ

จนกระทั่งปีพ.ศ.2546 ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์แวน โก๊ะ จากกรุงอัมสเตอร์ดัมก็ได้มาพิสูจน์และรับรองแล้วว่าลำดับที่ห้าเป็นผลงานของแวน โก๊ะ ของแท้

72

F.458 ทานตะวันลำดับที่หก ขนาด 95*73 ซม. เป็นภาพเลียนของลำดับที่สี่ ปัจจุบันเป็นทรัพย์สินของมูลนิธิแวน โก๊ะ ซึ่งให้ยืมโดยถาวรแก่พิพิธภัณฑ์แวน โก๊ะ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

71

F.455 ทานตะวันลำดับที่เจ็ด ขนาด 92*72.5 ซม. เป็นภาพวาดเลียนของลำดับที่สาม ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา

 


 

การโจรกรรมงานศิลปะ

หากคุณดูโคนันภาคนี้แล้วเกิดเอะใจขึ้นมาว่าทำไมผลงานศิลปะถึงเป็นที่หมายตาของเหล่าหัวขโมยนักหนา ทั้งที่ต้นทุนของมันก็แค่ราคาผืนผ้าใบกับค่าสี ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ ล่ะก็…ผลงานศิลปะมีความพิเศษเหนือทรัพย์สินมีค่าประเภทอื่นๆ เช่น ทองคำหรือเพชรนิลจินดาตรงที่ทุกชิ้นมีเพียงชิ้นเดียวในโลก (แม้แต่ภาพทานตะวันของแวน โก๊ะที่ถึงแม้เขาจะวาดซ้ำหลายครั้ง แต่ละภาพต่างก็มีความแตกต่างกันไป)

ยิ่งถ้าเป็นผลงานของศิลปินที่เสียชีวิตไปแล้ว นั่นยิ่งทำให้มูลค่าของผลงานของเขาพุ่งสูงขึ้นไปอีก เพราะในตลาดจะไม่มีผลงานของคนคนนั้นเพิ่มขึ้นอีกแล้ว กลับกัน นับวันจำนวนผลงานของผู้วาดคนเดิมมีแต่จะลดลงเนื่องจากความเสียหายตามเวลาและการครอบครองโดยพิพิธภัณฑ์ (ซึ่งเมื่อกลายเป็นของพิพิธภัณฑ์แล้วก็แทบจะไม่ถูกขายกลับสู่ตลาดอีก) ผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงจึงเป็นที่หมายปองของทั้งนักสะสมผลงานศิลปะตัวยง นักลงทุน นักเก็งกำไรซื้อมาขายไป รวมถึงเหล่าอาชญากร

ลองดูราคาของงานจิตรกรรมชั้นนำของโลกแล้วคุณผู้อ่านอาจจะพอเข้าใจว่าทำไมหัวขโมยถึงอยากได้ของแบบนี้นัก

  • อันดับ 10 “Flag” (แจสเปอร์ โจนส์, 1958)  110 ล้านเหรียญ / 3,880 ล้านบาท
  • อันดับ 9 “The Scream” (เอ็ดเวิร์ด มุนช์, 1895) 119.9 ล้านเหรียญ / 4,230 ล้านบาท
  • อันดับ 8 “Adele Bloch-bauer I” (กุสตาฟ คลิมต์, 1907) 158 ล้านเหรียญ / 5,574 ล้านบาท
  • อันดับ 7 “Woman III” (วิลเลิม เดอ โกนิง, 1953)  162 ล้านเหรียญ / 5,715 ล้านบาท
  • อันดับ 6 “Number 5” (แจ็คสัน พอลล็อค, 1948) 165 ล้านเหรียญ /  5,831 ล้านบาท
  • อันดับ 5 “Three Studies of Lucian Freud” (ฟรานซิส เบคอน, 1969) 142.4 ล้านเหรียญ / 5,115 ล้านบาท
  • อันดับ 4 “La Reve” (ปาโบล ปิกัสโซ, 1932) 157.5 ล้านเหรียญ / 5,556 ล้านบาท
  • อันดับ 3 “Les Femmes d’Alger” (ปาโบล ปิกัสโซ, 1955)  179.4 ล้านเหรียญ / 6,329 ล้านบาท81
  • อันดับ 2 “The Card Players” (พอล เซซาน, 1893) 273 ล้านเหรียญ / 9,631 ล้านบาท

82

  • อันดับ 1 “Nafea faa ipoipo?” (ปอล โกแกง, 1892) 300 ล้านเหรียญ / 10,583 ล้านบาท

83

(*หมายเหตุ อันดับที่ปรากฏนี้เรียงตามราคา ณ ปีขาย แต่แสดงเป็นราคาที่ปรับมูลค่าเงินเฟ้อเป็นปัจจุบันแล้ว ภาพที่มีอันดับสูงกว่าแต่มีมูลค่าต่ำกว่าเป็นเพราะราคา ณ ปีขายสูงกว่าลำดับก่อนหน้า แต่ถูกขายเมื่อไม่กี่ปีมานี้จึงทบต้นน้อยกว่าภาพที่ราคา ณ ปีขายต่ำกว่าเล็กน้อยแต่ถูกขายเมื่อนานมาแล้ว)

สำหรับภาพทานตะวัน ตัวเอกของเราในงานนี้ก็เคยถูกขายในราคาสูงลิ่วเช่นกัน โดยทานตะวันที่ถูกขายในราคาสูงสุดคือลำดับที่ห้า ในราคา 39.7 ล้านเหรียญ ตีเป็นมูลค่าปัจจุบันเป็น 74.5 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 2,628 ล้านบาท โดยยาสุโอะ โกโต เจ้าของบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ยาสุดะ ประกันอุทกภัยและอัคคีภัย ซึ่งปัจจุบันคือบริษัทซัมโป เจแปน ประกันภัย บ้านของทานตะวันลำดับที่ห้าในปัจจุบันนั่นเอง

84
ภาพทานตะวัน ลำดับที่ห้า ในห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ศิลปะซัมโป เจแปน
ภาพจาก Go Tokyo

ส่วนภาพจิตรกรรมที่ครองตำแหน่งมูลค่าสูงสุดในโลกก็คือภาพ “โมนาลิซา” ผลงานของเลโอนาร์โด ดา วินชี ที่เรารู้จักกันดี เพราะภาพโมนาลิซาอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ประเทศฝรั่งเศส จึงไม่มีราคาซื้อขายอีกต่อไปแต่โมนาลิซาก็ถูกประเมินมูลค่าไว้ที่ 670 ล้านเหรียญ หรือ 23,637 ล้านบาท

85

เห็นราคาขนาดนี้แล้วจึงไม่น่าแปลกใจแม้แต่น้อยที่เหล่าคนร้ายจะหมายปองของเหล่านี้เหลือเกิน ถึงคำว่า “การโจรกรรมศิลปะ” อาจชวนให้คุณนึกถึงวรรณกรรมยุคเก่าๆ หน่อยก็เถอะ แต่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ ตั้งแต่อดีต จนถึงทุกวันนี้มันก็ยังมีอยู่นะ แต่การโจรกรรมศิลปะมักไม่กระทำโดยบุคคลเพียงคนเดียว เพราะยิ่งเป็นผลงานที่มีมูลค่าสูง ยิ่งมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ทั้งต่อให้ขโมยมาได้ การขายงานที่ขโมยมาโดยไม่ถูกจับยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะผลงานที่หายไปก็จะกลายเป็นข่าวใหญ่โต ทันทีที่มีคนประกาศขาย มหาชนก็จะรู้ทันทีว่ามันเป็นของโจรและทางการก็จะจับกุมทันที

ดังนั้น การโจรกรรมศิลปะจึงถูกกระทำเป็นขบวนการ เป้าหมายมักเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ครอบครองชิ้นงานที่มูลค่าสูงแต่มีการคุ้มกันต่ำ การโจรกรรมครั้งใหญ่ในอดีตก็เช่นการขโมยงานศิลปะโดยกองทัพนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากอดอลฟ์ ฮิตเลอร์ ผู้นำของนาซีเป็นผู้ฝักใฝ่ศิลปะแบบดั้งเดิมและถือว่าศิลปะสมัยใหม่ (ในขณะนั้น) เช่น ศิลปะแบบบาศกนิยม (Cubism) อนาคตนิยม (Futurism) ลัทธิเหนือจริง (Realism) เป็นงานนอกรีตและบ่อนทำลายศิลปะที่แท้จริง ผลงานศิลปะเหล่านี้จึงถูกกองทัพนาซีถอดถอนจากพิพิธภัณฑ์และขายทิ้ง ผลงานที่ขายไม่ออกก็ถูกเผาทิ้งไปจำนวนหลายพันชิ้น นับเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้รักศิลปะต้องตกตะลึง ถึงขั้นมีพิพิธภัณฑ์จากต่างประเทศและผู้รักศิลปะจำนวนมากรีบนำเงินมา ‘ไถ่’ เพื่อช่วยผลงานศิลปะที่เหลือก่อนถูกทำลาย

86

กองผลงานศิลปะที่ถูกขโมยโดยกองทัพนาซี ถูกมารวมกันที่เมืองบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี

แต่ที่ช่วยได้ทันก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะไม่เพียงแต่ในประเทศเยอรมนี กองทัพนาซียังต้องการล้างบางศิลปะที่ไม่ถูกต้องตามค่านิยมแบบนาซีในประเทศอื่นในยุโรปที่กองทัพไปรุกรานอีกด้วย งานศิลปะของชาติอื่นก็จะถูกขโมยและส่งมาที่เยอรมนีเพื่อให้กองทัพนาซีคัดแยกว่าชิ้นใดจะเก็บไว้และชิ้นใดจะถูกทำลาย ถึงแม้ทั้งช่วงระหว่างสงครามโลกและหลังสงครามโลกจะมีองค์กรจากนานาประเทศ เช่น Monuments, Fine Arts, and Achieve programs (MFAA) ของฝ่ายสหพันธมิตรและ American Defense Harvard Group จากอเมริกาพยายามช่วยเสาะหา ฟื้นฟู และส่งคืนสู่เจ้าของ

87(ทหารอเมริกันมาเก็บกู้ผลงานศิลปะที่กองทัพนาซีลักมาซ่อนในถ้ำลับ
ภาพ: William Vandivert/Time & Life Pictures/Getty Images William Vandivert./Time & Life Pictures/Getty Image)

หรือกระทั่งเมื่อปี 2555 ก็เพิ่งมีการค้นพบงานศิลปะนับพันชิ้นที่น่าจะถูกกองทัพนาซีขโมยมาที่มิวนิค ประเทศเยอรมนี แต่เชื่อว่าทุกวันนี้ยังคงมีงานศิลปะนับแสนชิ้นที่ยังไม่มีใครหาเจอ และจำนวนไม่น้อยก็น่าจะยังคงถูกเก็บเป็นของส่วนตัวของวงศ์ตระกูลนายทหารชั้นสูงของกองทัพนาซีนั่นเอง

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก็มีการป้องกันโดยการร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์แห่งอื่นๆ ในการแชร์ข้อมูลและสืบเสาะเกี่ยวกับผลงานที่สูญหายไป และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและองค์กรไม่แสวงกำไรในการตามหา พิสูจน์ความเป็นของแท้ และส่งคืนกลับมา แต่ก็ยังคงเกิดคดีโจรกรรมเป็นระยะๆ โดยคนร้ายมักบุกเข้าพิพิธภัณฑ์ในช่วงเช้ามืดที่ไม่ค่อยมีผู้คน หรือสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่ภายในพิพิธภัณฑ์เพื่อทราบเส้นทางภายในอาคารและทางหนีทีไล่

88

แม้แต่ภาพของแวน โก๊ะ หลายภาพก็ถูกขโมยและปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสืบเจอ เช่นภาพ Poppy Flowers ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ Mohamed Mahmoud Khalil Museum ประเทศอียิปต์ เมื่อปี 2543, ภาพ Congregation Leaving the Reformed Church in Nuenen และ ภาพ View of the Sea at Scheveningen ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์แวน โก๊ะ ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม  ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี 2545

89

90

และล่าสุด ภาพทานตะวันของแวนโก๊ะทั้ง 7 ภาพจะรอดพ้นเงื้อมมือของอาชญากรอัจฉริยะแบบจอมโจรคิดได้หรือไม่ ติดตามชม ยอดนักสืบจิ๋ว โคนัน ปริศนาทานตะวันมรณะ ในโรงภาพยนตร์ได้แล้ววันนี้!

เดี๋ยว ตัดจบบทความกันแบบนี้เลยเรอะ!?

 

เพิ่มเติม: ถ้าคุณดูมูฟวี่ภาคนี้แล้วสงสัยว่าที่คนในเรื่องพูดกันว่าตกลงในแจกันมีทานตะวัน 14 หรือ 15 ดอก เขาพูดเรื่องอะไรกัน เขาหมายถึงภาพลำดับที่สามและสี่ซึ่งมีทานตะวัน 15 ดอก แต่ตอนแวน โก๊ะ เขียนจดหมายถึงเตโอ เขาเขียนไว้ว่าเขากำลังวาดภาพทานตะวัน 14 ดอก ภายหลังมีการพิสูจน์พบว่าภาพนั้นมีร่องรอยถูกแก้ไขซึ่งน่าจะเป็นฝีมือของแวน โก๊ะ เอง จึงสรุปได้ว่าแต่ก่อนในภาพทานตะวันน่าจะเคยมี 14 ดอกจริงแต่แวน โก๊ะ แก้แล้วเติมเป็น 15 ดอกทีหลังจ้ะ

 

อ้างอิง: vggallery, theartwolf, OWLSTAND,  Van Gogh Museum, Telegraph, The Asahi Shimbun, BBC, Telegraph

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.