home FEATURED, REVIEW รู้จัก 6 วรรณกรรมญี่ปุ่นคลาสสิก ผ่านอนิเมะ Aoi Bungaku

รู้จัก 6 วรรณกรรมญี่ปุ่นคลาสสิก ผ่านอนิเมะ Aoi Bungaku

งานศิลปะทรงคุณค่าในอดีตจะค่อยๆ เลือนหายไปจากความรับรู้ของผู้คนในสมัยถัดมา วรรณกรรมก็เช่นกัน เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ประเทศไหนๆ ก็คงจะต้องเผชิญ แต่ชาวญี่ปุ่นดูจะช่ำชองในเรื่องการทำให้อดีตกับปัจจุบันอยู่ร่วมกันได้แบบไม่ตะขิดตะขวงใจกันมานานแล้ว หนึ่งในวิธีที่ชาวญี่ปุ่นใช้คือการเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้ป๊อป

ด้วย “อนิเมะ” เป็นต้น

 

Aoi Bungaku คืออนิเมะซีรีส์ที่จับเอาวรรณกรรมขึ้นหิ้งจากนักประพันธ์ชั้นครูของญี่ปุ่น 6 เรื่อง มาบิด ตัด ดัดเล็กน้อย ผ่านความร่วมมือของหลายสตูดิโอ และบรรดาผู้กำกับอนิเมะเจ้าของผลงานชื่อดัง และยังได้ 3 นักเขียนการ์ตูนระดับเซียนอย่าง ทาเคชิ โอบาตะ, คุโบะ ไทต์ และโคโนมิ ทาเคชิ มารับหน้าที่ออกแบบตัวละครจากวรรณกรรมชั้นครูเหล่านี้ 

ตัวคันจิ 青 (อาโออิ) นั้น นอกจากจะหมายถึงสีน้ำเงินได้แล้ว ยังสามารถหมายถึงความสดใหม่ ยังไม่แก่ ไม่สุกงอม ได้ด้วย ก็เปรียบเหมือนกับวรรณกรรมเหล่านี้ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ประเด็นหรือแง่คิดที่คมคายในเรื่อง ก็ยังคงทันสมัย น่าค้นหา น่านำมาขบคิดอยู่เสมอ

ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ NTV ในช่วงปลายปี 2009 อนิเมะเรื่องนี้เป็นโปรเจ็กต์ที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการที่สำนักพิมพ์ชูเอย์ฉะ จับบรรดาวรรณกรรมเหล่านี้มาเปลี่ยนปกให้โดนใจวัยรุ่นขึ้น ด้วยลายเส้นการ์ตูนฝีมือนักวาดชื่อดังในค่ายมากมาย (มีแม้แต่ อ.อารากิ ฮิโรฮิโกะ ผู้เขียน โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ) ซึ่งนอกจากงานภาพที่สวย ตัวละครที่โดดเด่น และเนื้อเรื่องซึ่งดัดแปลงมาจากผลงานชิ้นเยี่ยมในอดีตแล้ว ผู้ชมยังจะได้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับนักประพันธ์เจ้าของวรรณกรรมชิ้นนั้นๆ ผ่านบทบรรยายของ ซาคาอิ มาซาโตะ นักแสดงหนุ่มที่โด่งดังมาจากบท ฮันซาวะ นาโอกิ ด้วย

นี่คืออนิเมะ 12 ตอน ที่จะทำให้คุณหลงใหลในวรรณกรรมคลาสสิกญี่ปุ่นไปอีกนาน

 

ตอนที่ 1-4

สูญสิ้นความเป็นคน

(人間失格 นิงเง็น ชิกคาคุ, 1948)

บทประพันธ์เดิม – ดะไซ โอซามุ

กำกับ – อาซากะ โมริโอะ (ซากุระ มือปราบไพ่ทาโรต์, จิฮายะ กลอนรักพิชิตใจเธอ)

ออกแบบตัวละคร – โอบาตะ ทาเคชิ (Death Note, Bakuman วัยซนคนการ์ตูน)

สูญสิ้นความเป็นคนเป็นเรื่องราวในบันทึก 3 เล่ม ของ โอบะ โยโซ ลูกชายคนเล็กของนักการเมืองท้องถิ่น เขาเติบโตมาในครอบครัวที่เพียบพร้อม ทว่ากลับรู้สึกเหมือนไม่เคยได้เป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ โยโซที่ค้นพบว่าการแสร้งทำเป็นตัวตลกคือหนทางที่ทำให้เขาอยู่บนโลกนี้ได้ จึงเติบโตมาเป็นคนที่อ่อนไหว หวาดกลัว ชิงชังโลกและมนุษย์

ตลอดเรื่องนี้เราจะได้ร่วมเดินทางผ่านห้วงความคิดมืดมนของเขา ที่ได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งการได้พบรัก การฆ่าตัวตายครั้งแรก ความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้น ปีศาจที่ตามหลอกหลอน ก่อนที่ทุกอย่างจะสิ้นสุดลงพร้อมกับความเป็นคนของเขา

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของดะไซ โอซามุ กลับมาเป็นหนึ่งในนักเขียนญี่ปุ่นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ด้วยพลังของวัฒนธรรมป๊อปอย่างอนิเมะ และเกม ซึ่งนำเขามาใช้เป็นต้นแบบของตัวละครที่มีบทบาทโดดเด่น และฮิตขึ้นอีกเป็นคำรบเมื่อปรมาจารย์การ์ตูนสยองขวัญ อย่าง อิโต จุนจิ นำผลงานเด่นของเขาเรื่องนี้มาเขียนเป็นมังงะ

นอกจากดะไซจะเป็นที่จดจำในแง่นักประพันธ์เจ้าของงานเขียนชั้นเลิศมากมายแล้ว เขายังถูกจดจำในฐานะนักเขียนมืดหม่นผู้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ดะไซพยายามฆ่าตัวตายถึง 5 ครั้งตลอดชีวิตของเขา แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งครั้งสุดท้ายในวัยเพียง 38 ปี

เชื่อกันว่าสูญสิ้นความเป็นคนไม่ใช่อะไร นอกจากบันทึกชีวิตและจดหมายลาตายของดะไซเอง ด้วยหลักฐานต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายในวัยเด็กของเขาซึ่งยืนยิ้มทำหน้าประหลาดอยู่คนเดียว คล้ายกับภาพถ่ายวัยเด็กของโยโซที่เขาบรรยายไว้ในหนังสือ หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเขาอย่างการเข้าร่วมกับกลุ่มการเมือง และการพบรักกับหม้ายสาว กระนั้นเองความเป็นคนในเรื่องก็สามารถตีความได้หลากหลาย มุมมองในเรื่องสงครามของผู้เขียน เป็นอาทิ

ในฉบับอนิเมะนี้ไม่ได้เล่าเรื่องราวตามลำดับเวลา และไม่ค่อยพูดถึงรายละเอียดชีวิตในวัยเด็กของโยโซ ซึ่งส่งผลหลายๆ อย่างต่อเขาในตอนโตเท่าไร มุ่งนำเสนอช่วงเวลาที่เขาดำดิ่งลงไปในความมืดมน และตอบรับต่อปีศาจในตนเองมากกว่า

สูญสิ้นความเป็นคนไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในวรรณกรรมญี่ปุ่นที่มียอดขายสูงที่สุดตลอดกาลในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ฉบับภาษาไทย ซึ่งแปลโดย พรพิรุณ กิจสมเจตน์ และจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ JLIT เป็นครั้งแรกในช่วงปีที่ผ่านมาเอง ก็เป็นวรรณกรรมญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และมียอดขายสูงที่สุดในไทยเล่มหนึ่งเช่นกัน

 

ตอนที่ 5-6

ในป่าใหญ่ ใต้ซากุระบานสะพรั่ง

(桜の森の満開の下 ซากุระ โนะ โมริ โนะ มังไค โนะ ชิตะ, 1947)

บทประพันธ์เดิม – ซากางุจิ อังโงะ

กำกับ – อารากิ เท็ตสึโร (Death Note, ผ่าพิภพไททัน)

ออกแบบตัวละคร – คุโบะ ไทต์ (Bleach เทพมรณะ)

โจรภูเขานาม ชิเงมารุ อาศัยปล้นชิงวิ่งราวผู้คนในหุบเขามาเลี้ยงเมียอีก 7 คน อย่างสงบสุข เขาไม่ใช่คนโหดร้ายที่ชอบการเข่นฆ่า เพียงแต่ปล้นเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น เขาไม่เคยหวั่นกลัวผู้ใด จะมีก็เพียงต้นซากุระในป่าใหญ่เท่านั้นที่ทำให้เขาขนลุกซู่ได้ทุกครั้งที่เห็น

วันหนึ่งเขาได้พบกับหญิงงามและสามีขณะเดินป่า เขาไม่เคยเห็นหญิงที่งดงามขนาดนี้มาก่อน จึงฆ่าสามีของเธอและนำเธอมาเป็นเมีย แต่หญิงสาวก็อิดออดต่อรองหลายอย่าง มิฉะนั้นจะไม่ยอมเป็นเมีย เช่น เขาจะต้องให้เธอขี่หลังไปไหนมาไหน หรือเมื่อมาถึงที่บ้าน หญิงสาวก็สั่งให้ชิเงมารุฆ่าเมียเก่าทั้ง 6 คนทิ้ง เก็บไว้เพียงภรรยาคนสุดท้ายซึ่งพิการเพื่อรับใช้นาง และเขาก็ยอมทำตาม

ต่อมานางเบื่อป่าเขา จึงขอให้ชิเงมารุพานางไปอาศัยในเมือง ชิเงมารุก็ทำตาม นางเริ่มขอให้เขาปล้นชิงผู้คนในเมือง นำของมีค่ามาให้เธอ และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการขอให้เขาตัดหัวผู้คนในเมืองมาให้เธอสะสมเป็นของเล่น ชิเงมารุก็ทำตาม ต่อมาชิเงมารุอยากกลับไปอยู่บนเขา นางก็ยินดี แต่ขณะที่ชิเงมารุพานางขี่หลังผ่านต้นซากุระที่เขากลัวนั้นเอง เมื่อหันหลังกลับไปก็พบว่านางกลายเป็นปีศาจที่มีหน้าตาอัปลักษณ์

ในป่าใหญ่ฯ เป็นผลงานที่เขียนด้วยมุมมองหลังสงครามของซากางุจิ อังโงะ ผู้ได้เห็นเหตุการณ์เครื่องบินทิ้งระเบิดใส่ผู้คนจนล้มตายใต้ต้นซากุระในภูเขาอุเอโนะ มุมมองของเขาที่มีต่อความสวยงามของซากุระจึงเปลี่ยนไป และสะท้อนออกมาเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับสงคราม และความโหดร้ายของญี่ปุ่นมากมายในบทประพันธ์เรื่องนี้

ผู้กำกับฉบับอนิเมะเลือกนำในป่าใหญ่ฯ มาเล่าในแบบป๊อป โดยใส่เสียงเพลง สีสัน อารมณ์ขัน และองค์ประกอบของยุคสมัยใหม่อย่างโทรศัพท์มือถือเข้าไป แม้แต่ในฉากฆ่าฟันอย่างเลือดเย็น ก็ยังเล่าด้วยบทเพลงที่สดใส ซึ่งทำให้บทประพันธ์นี้ดูน่ากลัวยิ่งกว่าต้นฉบับขึ้นไปอีก

 

ตอนที่ 7-8

โคโคโระ (หัวใจ)

(こころ, 1914)  

บทประพันธ์เดิม – นัตสึเมะ โซเซกิ

กำกับ – มิยะ ชิเงยูกิ (Blood Lad แวมไพร์พันธุ์ลุย, Lupin III: Green vs. Red)

ออกแบบตัวละคร – โอบาตะ ทาเคชิ (Death Note, Bakuman วัยซนคนการ์ตูน)

โคโคโระเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกตลอดกาลของประเทศญี่ปุ่น และนัตสึเมะ โซเซกิ นักประพันธ์ชั้นครูและกวีไฮกุในช่วงปลายยุคเมย์จิผู้มีภาพอยู่บนธนบัตรใบละ 1 พันเยน ผลงานหลายต่อหลายชิ้นของเขายังคงนับเป็นวรรณกรรมเรื่องเยี่ยมจนทุกวันนี้ และตัวของโซเซกิเองก็เป็นอาจารย์ที่เคารพของนักเขียนญี่ปุ่นหลายๆ คน ทั้งในยุคนั้น และยุคปัจจุบัน

โคโคโระเป็นเรื่องเล่าของ ข้าพเจ้า นักศึกษาคนหนึ่งที่ได้รู้จักกับ เซนเซย์ (อาจารย์) และได้รับรู้เรื่องราวในอดีต อันเป็นเรื่องรักสามเส้าระหว่างเซนเซย์กับภรรยา และ K อดีตเพื่อนสนิท ก่อนจะกลายเป็นโศกนาฏกรรม และทำให้ความรู้สึกผิดทิ่มแทงตัวเขาอยู่ตลอดเวลา จนตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองลง

ว่ากันว่าตัวโซเซกินั้นไม่เคยปรากฎว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว ดังนั้นรักสามเส้าในโคโคโระจึงอาจสามารถตีความหมายไปในทางอื่นที่ไม่ใช่ชู้สาว อย่างการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและอุดมการณ์ของชาวญี่ปุ่นในยุคนั้น และยังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่น่าสนใจอีกมากมาย

ในบทประพันธ์โคโคโระเดิมนั้น เรื่องราวแทบทั้งหมดเล่าผ่านมุมมองของ ข้าพเจ้า แต่ในฉบับอนิเมะนี้ไม่ปรากฏตัวละคร ข้าพเจ้า เล่าเพียงเรื่องในอดีตของ เซนเซย์ และ K ที่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดในหนังสือเท่านั้น ฉะนั้นจะเรียกอนิเมะเรื่องนี้ว่าเป็น Prequel หรือปฐมบทของหนังสืออีกทีก็ว่าได้

โคโคโระฉบับอนิเมะนี้ยังแบ่งออกเป็นสองตอน ตอนที่หนึ่งเล่าเรื่องในมุมมองของเซนเซย์ และอีกตอนเล่าเรื่องในมุมมองของ K ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีในหนังสือ หากสังเกตจะเห็นว่ามุมมองของทั้งสองคนมีรายละเอียดที่แตกต่างกันมากหลายประการ ตั้งแต่บทสนทนาไปจนถึงสีสันของเสื้อผ้าที่สวมใส่ ชวนให้คิดว่าความจริงที่แท้ระหว่างทั้งคู่นั้นมีอยู่หรือไม่ และเป็นอย่างไร

น่าเสียดายที่ฉบับอนิเมะนี้ไม่ได้มีบทสนทนาที่ลุ่มลึกเหมือนต้นฉบับ ออกจะนำเสนอเป็นเรื่องราวรักสามเส้าเสียมากกว่า เมื่อผนวกกับดนตรีประกอบที่ไพเราะแล้วก็ชวนให้คิดว่าเป็นอนิเมะแนวโรแมนติกเรื่องหนึ่งนี่เอง

โคโคโระ ฉบับภาษาไทย แปลโดย ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ยิปซีในรูปเล่มปกแข็งสีขาวสะอาดสวยงาม น่าสะสมมากๆ สำหรับคอวรรณกรรมญี่ปุ่น

 

ตอนที่ 9-10

วิ่ง เมลอส วิ่ง

(走れメロス ฮาชิเระ เมลอส, 1940)

บทประพันธ์เดิม – ดะไซ โอซามุ

กำกับ – นากามุระ เรียวสุเกะ (ขี้เถ้าในกริมการ์แดนมายา, กล่องภูตพราย)

ออกแบบตัวละคร – โคโนมิ ทาเคชิ (Prince of Tennis เจ้าชายลูกสักกะหลาด)

เมลอส ชายเลี้ยงแกะผู้รักความยุติธรรมมุ่งมั่นจะกำจัดพระราชาผู้เหี้ยมโหด เข่นฆ่าผู้คนเป็นว่าเล่น แต่ก็พลาดท่า ถูกจับขังรอโทษประหาร เขาขอเวลาพระราชา 3 วันเพื่อกลับไปจัดงานแต่งงานให้น้องสาวที่บ้านเกิด และจะกลับมาให้ประหารแต่โดยดี โดยในระหว่างนั้นขอให้ เซลินุนทิอุส เพื่อนรักของเขามาเป็นตัวประกันแทน หากเขาไม่กลับมา ก็ให้พระราชาฆ่าเซลินุนทิอุสเสีย พระราชารับคำ เพราะคิดว่าเมลอสคงไม่กลับมาแน่ จะได้ประหารให้ประชาชนได้เห็นว่ามนุษย์นั้นเชื่อใจไม่ได้ แต่เมลอสก็ทำตามสัญญาได้สำเร็จ ทำให้พระราชาใจอ่อน

ในอนิเมะเรื่องนี้ ตัวเอกชื่อทาคาดะ เป็นนักเขียนบทละครเวที ซึ่งได้รับงานให้แปลงนิทานเกี่ยวกับเมลอสนี้ออกมาเป็นบทละคร ซึ่งยิ่งเขาเขียน มันก็ยิ่งทำให้เขานึกถึงเรื่องของเขา กับโจชิมะ เพื่อนสมัยเด็กที่สัญญาบางอย่างไว้ด้วยกัน แต่ไม่เคยได้ทำสัญญานั้นให้สำเร็จ

วิ่ง เมลอส วิ่ง เป็นเรื่องสั้นชิ้นเอกของ ดะไซ โอซามุ ที่เด็กๆ ชาวญี่ปุ่นแทบทุกคนจะต้องรู้จัก แม้แต่นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นในไทยเอง หากลงเรียนวิชาวรรณกรรม ก็จะต้องคุ้นเคยกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน ผลงานของดะไซในช่วงที่กำลังมีความสุขกับภรรยาชิ้นนี้เต็มไปด้วยความหวัง รอยยิ้ม มิตรภาพ แรงบันดาลใจ เรียกได้ว่ามีรสชาติแตกต่างจาก “สูญสิ้นความเป็นคน” อย่างสิ้นเชิง

ในช่วงเกริ่นต้นเรื่อง ผู้บรรยายได้อธิบายว่า วิ่ง เมลอส วิ่ง นั้นเป็นผลงานที่ดะไซเขียนขึ้นในครั้งที่ต้องไปหยิบยืมเงินจากอาจารย์ โดยให้เพื่อนรออยู่ในที่พัก แต่รออยู่นานดะไซก็ยังไม่กลับมา เขาจึงออกมาตามหาและพบว่าดะไซกำลังเล่นหมากรุกกับอาจารย์อยู่ จึงรู้สึกโมโหอย่างมาก

ดะไซไม่ได้มีเจตนาให้เพื่อนต้องรอ แต่ว่าตัวเขาเองก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอยืมเงินจากอาจารย์ จึงเสียเวลาอยู่นาน ความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวของดะไซขณะนั้นคือ “ผู้ที่รอ หรือผู้ที่ทำให้คนอื่นต้องรอนั้นทรมานกว่า” เขานำความคิดนี้มาผสานเข้ากับนิทานเก่าแก่จากเกาะซิซิลี และบทกวีเยอรมันเรื่อง “ตัวประกัน” (Die Bürgschaft) ของ ฟรีดิช ชิลเลอร์ เขียนขึ้นมาเป็นเรื่องสั้น เพื่อจะสื่อสารว่าไม่ได้มีแต่ผู้ที่รอเท่านั้นที่ทรมานใจ อีกฝ่ายที่ทำให้ผู้อื่นต้องรอเอง ก็ทรมานใจอย่างมากเช่นกัน

วิ่ง เมลอส วิ่ง เป็นผลงานที่ได้รับการดัดแปลงเป็นอนิเมะและภาพยนตร์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง และยังมีฉบับภาษาไทย แปลโดย อัมรัตน์ จองกาญจนา สามารถหาอ่านได้ในหนังสือ “เรื่องสั้นญี่ปุ่น” โดยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ตอนที่ 11-12

ใยแมงมุม และ ฉากนรก

(蜘蛛の糸 คุโมะ โนะ อิโตะ และ 地獄変 จิโกคุเฮน, 1918)

บทประพันธ์เดิม – อาคุตะงาวะ ริวโนะสุเกะ

กำกับ – อิชิสึกะ อัตสึโกะ (โนเกมโนไลฟ์ : ซีโร, ซากุระโซว หอพักสร้างฝัน)

ออกแบบตัวละคร – คุโบะ ไทต์ (Bleach เทพมรณะ)

ใยแมงมุมและฉากนรกเป็น 2 ผลงานเรื่องสั้นชิ้นเอกของ อาคุตะงาวะ ริวโนะสุเกะ นักเขียนอัจฉริยะผู้เป็นบิดาแห่งวงการเรื่องสั้นในประเทศญี่ปุ่น เจ้าของผลงานเด่นซึ่งเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกผ่านภาพยนตร์อย่าง ราโชมอน และ ในป่าละเมาะ

ความโดดเด่นในผลงานของอาคุตะงาวะก็คือการนำเอานิทานพื้นบ้านหรือเรื่องเล่าปรัมปราของญี่ปุ่นมาเล่า โดยแฝงคติสมัยใหม่ซึ่งเขาได้อิทธิพลมาจากนักเขียนดังฝั่งตะวันตกมากมาย ก่อนที่เขาจะเริ่มใส่ความวิปลาสลงในงานเขียน และจบชีวิตตัวเองลงในวัยเพียง 35 ปี อย่างไรก็ตาม ชาวญี่ปุ่นยังคงยกย่องในผลงานที่โดดเด่นของเขา และยังคงมีการมอบรางวัลที่ตั้งชื่อตามชื่อของเขาให้แก่ผลงานยอดเยี่ยมในวงการวรรณกรรมทุกๆ ปี มาจนถึงปัจจุบัน

ใยแมงมุมนั้นกล่าวถึงจอมโจรผู้เหี้ยมโหดชื่อ คันดาตะ เขาปล้นชิง ฆ่าฟันผู้คนไม่เว้น เมื่อเขาตายตกไปทรมานในนรก พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า เมื่อครั้งยังมีชีวิต คันดาตะเคยทำความดี 1 ครั้ง ด้วยการไม่ฆ่าแมงมุมตัวหนึ่ง จึงหย่อนใยแมงมุมลงไปในนรกเพื่อช่วยคันดาตะตอบแทนความดีนั้น คันดาตะซึ่งปีนใยแมงมุมขึ้นมาได้ถึงครึ่งทางเห็นว่าวิญญาณในนรกอีกหลายตนพยายามปีนตามตนขึ้นมาก็เกรงว่าใยจะขาด จึงตะโกนไล่ไปเพื่อให้ตนได้เป็นอิสระแต่เพียงผู้เดียว ทันใดนั้นใยแมงมุมก็ขาดลง

ส่วนฉากนรกนั้นเป็นเรื่องราวของ โยชิฮิเดะ จิตรกรผู้มีฝีมือเป็นเลิศ แต่เป็นคนโหดเหี้ยม และเป็นที่รังเกียจของผู้คน เขาได้รับคำสั่งจากมหาเสนาบดีให้วาดภาพฉากกั้นเป็นภาพของนรก ซึ่งในการวาดภาพนี้ เขาจะต้องได้มองเห็นนรกอย่างแท้จริงเสียก่อน

เรื่องสั้นทั้งสองเขียนขึ้นในปีเดียวกัน และยังมีฉากที่เกี่ยวข้องกับนรกเหมือนกัน อนิเมะเรื่องนี้จึงเอาเรื่องสั้นทั้งสองมาเล่าในจักรวาลเดียวกัน โดยดัดแปลงรายละเอียดของเนื้อเรื่องเล็กน้อย และใช้งานออกแบบของคุโบะ ไทต์ เปลี่ยนฉากประเทศญี่ปุ่นให้เป็นเมืองสไตล์แฟนตาซี ปิดท้ายด้วยการแสดงภาพของนรกด้วยงานกราฟิกที่โดดเด่นและสวยงาม

หากต้องการอ่านเรื่องสั้นทั้งสองเรื่องนี้ในฉบับภาษาไทย ให้มองหาหนังสือชื่อ “ราโชมอน และเรื่องสั้นอื่นๆ” โดยสำนักพิมพ์สมมติ ในเล่มเดียวกันมีผลงานเด่นอีกมากมายที่จะทำให้คุณเข้าใจว่าทำไมเหล่านักเขียนจึงยังยกย่องอาคุตะงาวะเป็นเอตทัคคะจนทุกวันนี้

 

เราจะแปลกใจที่ได้พบว่า การที่วรรณกรรมเหล่านี้ยังคงได้รับการพูดถึงและศึกษา และอยู่ในกระแส ไม่สูญหายไปกับกาลเวลา ไม่ใช่เพราะมันเก่าแก่ขึ้นหิ้ง แต่เพราะประเด็นในที่พูดถึงในผลงานเหล่านี้ยังคงทันสมัย หรือแแม้แต่นำสมัยอยู่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

การอ่านเปลี่ยนชีวิต โดยเฉพาะการอ่านหนังสือดีๆ ที่ทำให้เราได้เห็นโลกที่กว้างใหญ่ ผู้คนมากมาย มุมมองที่หลากหลาย และ Aoi Bungaku ก็เป็นประตูบานเล็กๆ บานหนึ่งที่จะชักชวนวัยรุ่นหนุ่มสาวให้เข้าไปสู่โลกวรรณกรรมอันกว้างใหญ่ใบนั้น

 

วรรณกรรมญี่ปุ่นเรื่องเยี่ยม จากนักประพันธ์ระดับตำนาน แปลไทยโดยสำนักพิมพ์ JLIT สามารถสั่งซื้อได้แล้ววันนี้ ทาง  Anitime Store สั่งซื้อเลย >>

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.