เจ้าแห่งแฟชันอย่างประเทศญี่ปุ่นนั้น ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็มีแฟชันสุดฮิตสุดฮอตให้ได้แต่งตามกันอยู่ทุกครั้งไป ไม่ว่าจะเสื้อผ้า ทรงผม หรือแม้กระทั่งการแต่งหน้า แต่มาคราวนี้เราจะนำเสนอแฟชันที่รวมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ที่เป็นที่นิยมในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่อย่างแฟชัน สาวแกล มาให้ได้ชมกันค่ะ

จี๊ดจ๊าดอย่างสาวแกล

สาวแกล (Gal อ่านออกเสียงว่า แกว) ที่ใครหลายๆ คนอาจคุ้นหูคุ้นตาจากในมังงะหรืออนิเมะ จริงๆ แล้วสาวแกลเป็นแฟชันที่นิยมในญี่ปุ่นที่เริ่มตั้งแต่ในช่วงยุคปี 1970 พบเห็นส่วนใหญ่ในย่านชิบูยะ ย่านวัยรุ่นชื่อดังของโตเกียว สาวแกลนั้นเป็นการแต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดให้เด่นกว่าแฟชันธรรมดาๆ

หรือจะเรียกว่าถ้าช่วงนั้นมีแฟชันอะไร สาวแกลก็จะปฏิวัติแฟชันให้แหวกแนวไปเลย โดยการย้อมผมสีแรงๆ ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบเห็นกันจะเป็นสีทอง หรือไม่ก็ไฮไลต์หลากสีให้โดดเด่นสะดุดตา บางกลุ่มใส่วิกด้วยก็มี รวมไปถึงการแต่งหน้าจัดๆ เขียนตาเข้มๆ ขนตาปลอมแน่นเป็นแพ ส่วนใหญ่จะเป็นสาววัยรุ่นวัยเรียนอายุตั้งแต่ 15-25 ปีขึ้นไป (ถ้าอายุ 22-25 จะกลายเป็น Onee Gal หรือแกลรุ่นพี่) ถ้าด้านการแต่งตัวก็จะแบ่งประเภทกันออกไปอีก ไม่ว่าจะชุดนักเรียน หรือชุดไปรเวทที่นุ่งน้อยห่มน้อยเซ็กซี่เบาๆ ที่ใครเห็นแล้วจะต้องสะดุดตาอย่างแน่นอน

นอกเหนือจากเสื้อผ้า หน้าตา เครื่องประดับที่จะต้องจี๊ดดดดแล้ว สิ่งที่ขาดไปอีกไม่ได้เลยคือเล็บ สาวแกลแทบทุกคนจะต้องติดเล็บปลอมใหญ่ๆ เด่นๆ ซึ่งอาจจะดูใช้ชีวิตลำบากสำหรับพวกเรา แต่สำหรับพวกเธอนั้นกลายเป็นเรื่องที่ชินกับชีวิตประจำวันไปซะแล้ว

สิ่งหนึ่งที่พวกเราหลายคนเข้าใจผิดคือสาวแกลจะต้องมีอบผิวให้กลายเป็นสีแทนเข้มหรือคล้ำ แต่ที่จริงแล้ว ถ้าหน้าและผมโดดเด่นกว่าปกติละก็ ไม่ว่าจะทำสีผิวสีอะไร หรือขาวหรือคล้ำตั้งแต่กำเนิดอยู่แล้ว พวกเธอก็ยังคงเป็นสาวแกลอยู่ดี

และด้วยความที่เป็นวัยรุ่นวัยเรียน แต่กลับแต่งหน้าแต่งตัวจัดจ้านจี๊ดจ๊าดผิดกับวัย แถมยังย้อมสีผมเตะตาผู้ใหญ่ กับภาพจำจากสื่อต่างๆ ที่ว่าสาวแกลมักจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวและเกเร ภาพลักษณ์ของสาวแกลจึงดูไม่งามในสายตาของผู้ใหญ่และคนทั่วไป

แต่ความจริงแล้ว การแต่งตัวอย่างสาวแกลเป็นเพียงรสนิยมด้านแฟชันอย่างหนึ่งเท่านั้น บางคนก็ได้ลงนิตยสารแฟชันจนเป็นที่โด่งดังไปเลยก็มี พวกเธอจึงเป็นเหมือนกับคนทั่วไปทุกคนที่มีความชื่นชอบของตนเอง และมีทั้งคนที่นิสัยดีและร้ายอยู่ปะปนกัน

 

สาวแกลตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน

เรามาย้อนประวัติความเป็นมาเป็นไปของสาวแกลกันดีกว่า ที่มาของคำว่า แกล (Gal) นั้นไม่ได้มาจากไหนไกล นั่นก็คือคำว่า Girl ที่ชาวญี่ปุ่นออกเสียงว่า กา-รุ (ออกเสียงเร็วๆ จึงกลายเป็นแกล) เป็นคำสแลงที่เด็กสาววัยรุ่นใช้เรียกกันเก๋ๆ ในอดีต

ส่วนการแต่งตัวแบบแกลนั้นต้องย้อนไปตั้งแต่สมัยปี 1970 ยุคที่แฟชันกำลังบานสะพรั่งทุกมุมโลก มีนิตยสารแฟชันผู้หญิงเปิดตัวขึ้นเป็นดอกเห็ด จนปี 1972 (ปีโชวะที่ 47) คำว่าแกลก็ได้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากขึ้น จากการเปิดตัวของกางเกงยีนส์สำหรับสุภาพสตรีขึ้นครั้งแรกในญี่ปุ่นชื่อว่า Wrangler Gals 

ในปี 1973 (โชวะที่ 48) ห้างแฟชันสุดดังอย่าง PARCO แห่งย่านฮาราจูกุ ก็ได้ย้ายไปตั้งที่ชิบุยะแทน ชิบุยะจึงกลายเป็นย่านแฟชันแห่งใหม่ที่วัยรุ่นแวะเวียนไปอย่างคับคั่งจนถึงปัจจุบัน ที่นี่เองยังเป็นจุดกำเนิดของแฟชันสุดฮิตอย่างแกลแฟชันอีกด้วย ได้ว่าในยุคนั้นสาวแกลถือว่าเป็นแฟชันที่โด่งดังเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเดินไปส่วนไหนของย่านชิบุยะก็จะเห็นสาวผมหลากสีอยู่เต็มไปหมด

ความนิยมนี้แพร่ขจรกระจายไปยังย่านวัยรุ่นชื่อดังอย่างฮาราจูกุด้วยเหมือนกัน ทำให้ดินแดนของวัยรุ่นญี่ปุ่นทั้งฮาราจูกุและชิบูยะต่างก็มีสาวแกลรวมตัวกันอยู่ทั้งนั้น จึงเกิดเป็นแกลกรุ๊ปฮาราจูกุ และแกลกรุ๊ปชิบุยะเกิดขึ้น

 

ในปี 1979 ก็ถือกำเนิดห้างแฟชันวัยรุ่นสำหรับสาวๆ ที่มีชื่อว่า Fashion Community 109 ซึ่งปัจจุบันก็คือตึก SHIBUYA – 109  โดยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของแฟชันสาวแกลนั้นจะรวมอยู่ในตึก 109 เป็นหลัก ใครหลายคนที่ได้เดินทางไปย่านชิบูยะจะต้องแวะอย่างแน่นอน เพราะเป็นตึกที่รวบรวมเสื้อผ้าของสุภาพสตรีโดยเฉพาะแกลไว้อยู่มากมาย นอกจากโตเกียวแล้วตึก 109 นี้ยังแยกสาขาแฟชันแนวนี้ไปอีก ไม่ว่าจะเมืองนาโกยะ ฟุกุโอกะ รวมทั้งจังหวัดไอจิด้วย ในขณะเดียวกันในปี 1976 ทางด้านฝั่งฮาราจูกุก็ได้ถือกำเนิดถนนทาเคชิตะ แหล่งช็อปปิ้งวัยรุ่นยอดนิยมและได้สร้างวัฒนธรรมแฟชันของตัวเองขึ้น

ต่อมาในช่วงปลายปี 1980 แฟชันชุดบอดี้ไลน์ วันพีช ชุดที่เน้นทรวดทรงองค์เอว เน้นให้เห็นเชฟเรือนร่างก็ได้รับความนิยมมากขึ้น เดิมทีเป็นแฟชันที่ได้รับจากทางฝั่งตะวันตกนำเข้ามาในญี่ปุ่น ทำให้เกิดแฟชัน PichiPichi Gal เกิดขึ้น หรือก็คือแฟชันสาวแกลในชุดว่ายน้ำสุดเซ็กซี่สีสันสดใส เพื่อคงความเป็นแกลต่อให้เป็นชุดว่ายน้ำก็จะต้องทำผมและแต่งหน้าทาเล็บกันด้วยนะจ๊ะ

เวลาก็ล่วงเลยมาจนกระทั่งถึงช่วงปี 1990 ที่เกิดแฟชันใหม่สำหรับสาวมหาวิทยากับสาววัยทำงานขึ้นทำให้แฟชันสาวแกลถูกเปรียบเทียบกับสาววัยเรียนวัยทำงาน จนเป็นที่มาทำให้ถูกมองในแง่ที่ไม่สุภาพ ไม่ถูกกาละเทศะสำหรับเหล่าผู้ใหญ่ และในปี 1998 แฟชันโกธิกโลลิต้าก็เกิดขึ้นทำให้แฟชันสาวแกลได้รับความนิยมลดลงไปอีก

แม้ว่าปัจจุบันสาวแกลอาจถูกพบเห็นได้ไม่บ่อยเท่าช่วงที่แฟชันสไตล์นี้ได้รับความนิยมสูงสุด แต่ทว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แฟชันสาวแกลก็ได้รับความสนใจจากรัฐบาลในฐานะเครื่องมือกระตุ้นอุตสาหกรรมแฟชัน ซึ่งตอนนี้กระทรวงต่างประเทศก็กำลังให้การสนับสนุนแก่แฟชันนี้อยู่ เราคงจะได้เห็นมุมใหม่ๆ ที่น่าสนใจของสาวแกลในบริบทใหม่ในยุคมิลลิเนียมกันอีกมากมาย

 

สาวแกลไม่ได้มีแค่ประเภทเดียว

อย่างที่กล่าวมาว่า สาวแกล นั้นจะต้องแต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดให้สะดุดตากว่าชาวบ้านชาวช่องเขา แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้ว เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่พวกเธอสวมใส่กันอยู่นั้นไม่ได้ไก่กานะจ๊ะ เพราะล้วนแต่เป็นแบรนด์เนมทั้งนั้น แต่ทว่าสาวแกลบางประเภทก็จะนิยมนำของมือสองมามิกซ์แอนด์แมตช์เหมือนกัน เรียกได้ว่า แฟชันแนวนี้แต่งเล่นชิกๆ เฉยๆ ไม่พอ แต่ยังต้องใช้ทักษะและศิลปะความเป็นอาร์ตติสผสมผสานไปในตัวด้วย ด้วยเหตุนี้สาวแกลจึงแบ่งแยกหมวดหลายประเภทหลายแขนงออกมาได้อีกมากมาย แถมยังมีชื่อให้เรียกให้จำกันอีกด้วย แบ่งออกเป็นดังนี้

KoGal

มากันที่สาวแกลแบบแรก KoGal (โคแกล) มาจากคำว่า Koukousei ที่แปลว่า นักเรียนม.ปลาย ซึ่งก็คือสาวแกลในชุดนักเรียนมัธยมปลายนี่แหละ จุดสังเกตคือ ย้อมผมสีแรงๆ หรือบางคนอาจจะใส่วิกด้วยซ้ำ แต่งหน้าจัดจ้านตามสไตล์แกล รวมถึงเล็บก็ต้องจัดหนักจัดเต็มด้วย ที่สำคัญกระโปรงนักเรียนต้องสั้นมากก และที่เห็นกันบ่อยมากที่สุดคือ แฟชันถุงเท้า loose socks ถุงเท้าที่หลวมๆ ย่นๆ ซึ่งเป็นสาวแกลที่พวกเราคุ้นตาในหน้าหนังสือการ์ตูนนั่นเอง

Yamanba

เริ่มจี๊ดจ๊าดขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างสไตล์ที่เห็นกันอยู่นี้เรียกว่า ยามัมบะ ชื่อนี้มาจากนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่น เป็นชื่อของยักษ์หญิงแก่ที่คอยกินมนุษย์ ด้วยความที่สไตล์นี้ค่อนข้างแปลกจนเข้าไม่ถึง จึงถูกใช้เป็นชื่อเดียวกับยักษ์กินคน พอยต์หลักของสายนี้คือจะต้องทาปาก สันจมูก ใต้ตาด้วยสีขาว ผมจะต้องฟอกสีกัดสีแบบสุดฤทธิ์สุดเดช ซึ่งจะไว้ผมยาวรกๆ ฟูๆ กันซะส่วนใหญ่ เสื้อผ้าก็จะสีสันสดใสนำนู่นนำนี่มาใส่รวมๆ กัน หลายคนที่แต่งแนวนี้ทำเอาจำหน้าเดิมกันไม่ได้เลยทีเดียว

Hime Gal

พักความเปรี้ยวเข็ดฟันไว้สักนิด มาดูสไตล์เบาๆ หวานๆ กันบ้าง กับแกลสไตล์ ฮิเมะแกล ซึ่งคำว่า ฮิเมะ แปลว่า เจ้าหญิง สไตล์การแต่งตัวจึงเป็นแบบหวานๆ สีฟ้า สีชมพู สีอ่อนๆ มีโบว์ใหญ่ๆ ประดับอยู่ที่ผม แต่ถึงแม้สีชุดจะหวานเบาบาง แต่ทรงผมพวกเธอไม่ธรรมดา เพราะเป็นเจ้าหญิงก็ต้องมีความสูงศักดิ์ ทรงผมทุกคนจะต้องดัดลอนและยกโคนสูงเพื่อคงคาแรกเตอร์ความเป็นเจ้าหญิง คุณหนูสวยหรูดูแพง

GalO

พูดถึงแฟชันแกลกันมาจนถึงขนาดนี้แล้ว หารู้ไม่ว่าไม่ได้มีแค่สาวๆ ที่แต่งกันนะ แต่ผู้ชายก็สามารถแต่งได้! เรียกกันว่า แกลโอะ เจ้าตัวโอะที่ว่านี้มาจาก โอโตโกะ ที่แปลว่า ผู้ชาย ซึ่งแฟชันนี้ก็จะเหมือนแบบที่ผู้หญิงแต่งทุกประการ ทั้งเสื้อผ้า ทรงผม ที่จะต้องเจ็บแสบจี๊ดจ๊าดเหมือนกัน แต่แค่เป็นผู้ชายแต่งเท่านั้นเอง

 

อิทธิพลของสาวแกลสู่สื่อต่างๆ

นิตยสาร

ความนิยมแฟชันนั้นมีพลังถึงขนาดมีนิตยสารเป็นของตัวเองอย่าง egg นิตยสารที่เปิดตัวในปี 1995 เป็นนิตยสารวัยรุ่นที่รวบรวมแฟชันแกลโดยเฉพาะ มีทุกแนว ทุกแบบ สอนทั้งการแต่งหน้า แต่งตัว จนไปถึงแนะนำสถานที่ที่จำหน่ายเสื้อผ้าและเครื่องประดับให้ได้ไปแต่งตามกัน แต่ไม่ใช่มีแกลเฉพาะสำหรับสาวๆ เพียงเท่านั้น เพราะต่อมาในปี 1999 ก็ได้เปิดตัวนิตยสาร Men’s egg นิตยสารแกลสำหรับผู้ชายเกิดขึ้นให้ผู้ชายได้แต่งตามกันด้วย

นอกจากนี้แฟชันแกลยังเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ นอกจากจะลงในนิตยสารแกลโดยเฉพาะแล้ว แฟชันนี้ยังถูกนำมาลงในนิตยสารวัยรุ่นชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Ranzuki, Popteen, Cawaii ในช่วงนั้นก็จะเห็นปกนิตยสารแฟชันเต็มไปด้วยสาวแกลแทบทุกเล่ม

ศิลปินนักร้องและโมเดล

เข้าสู่ในช่วงยุคปี 2000 เป็นต้นไป สเน่ห์ความเป็นสาวแกลก็ลามเข้าสู่วงการบันเทิง อิมเมจของนักร้องนักแสดงก็มีผลทำให้แฟชันแกลเป็นที่นิยมมากขึ้น เช่น สองศิลปินสาว นิชิโนะ คานะ และ คาโต้ มิริยะ ก็เป็นหนึ่งในเทรนด์แฟชันสาวแกลที่ทำให้คนแต่งตาม รวมถึงสาว มาซาคาสึ สึบาสะ โมเดลสาวแกลที่มีใบหน้าคล้ายตุ๊กตาชื่อดังที่ไม่ว่าหน้านิตยสารเล่มไหนก็จะเห็นเธอถ่ายแบบลงแทบทุกเล่ม

นอกจากนี้แฟชันชิบูยะและแฟชันฮาราจูกุก็ผสมผสาน จนเกิดเป็นแฟชันแนวใหม่ขึ้นมาเป็น ‘ชิบูฮาระ’ เป็นการแต่งอย่างละครึ่งๆ ผสมผสานกันอย่างได้อย่างลงตัวและไม่เชย ทำให้ปกติการแต่งตัวและแต่งหน้าของวัยรุ่นย่านชิบูยะจะจัดจ้าน หันมาแต่งแนวเบาๆ ใสๆ ธรรมชาติแบบฮาราจูกุมากขึ้น เพราะสไตล์แฟชันทางฝั่งฮาราจูกุนั้นจะค่อนข้างจะเบา และส่วนใหญ่สีผิวจะธรรมชาติ ไม่ได้ไปอาบแดด หรืออบผิวแต่อย่างใด

ถ้าพูดถึงแฟชันแกลสไตล์ฮาราจูกุ ต้องนึกถึงนักร้องสาวที่ตั้งแต่หัวจรดเท้าก็มีความแปลกแหวกแนวแบบน่ารักๆ อย่างนักร้องสาว แครี่ ปามิว ที่ไม่ว่าใครก็รู้จัก เพราะว่าความน่ารักของเธอนั้นดังระดับโลก! ทั้งสไตล์เพลง ทุกซิงเกิล ทุกอัลบัมของเธอจะมีสีสันสดใสสุดๆ ต้องยกให้เป็นเจ้าแม่แฟชันฮาราจูกุอย่างถ่องแท้ นอกจากนี้ยังมีอีกสาวที่กำลังเป็นที่โด่งดังในขณะนี้ ฟูจิกะ นิโคล โมเดลสาวลูกครึ่งสไตล์ฮาราจูกุ ด้วยความตาโตและแก้มกลมๆ ทำให้หนุ่มสาวหลายคนหลงไปกับความน่ารักของเธอ เรียกได้ว่าตามแผงนิตยสารวัยรุ่น รวมถึงแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังต่างๆ ก็จะมีสาวนิโคลเป็นนางแบบและพรีเซนเตอร์ให้ทั้งนั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าสไตล์ฮาราจูกุเน้นความน่ารักมากกก ต่างกับสไตล์ชิบูยะอย่างเห็นได้ชัด

ภาพยนตร์

ในภาพลักษณ์ของสาวแกลหัวทอง แต่งหน้าจัด ก็คงจะดูไม่ดีในสายตาของผู้ใหญ่และคนทั่วไป เพราะดันมีสาวแกลบางกลุ่มจะวันๆ ไม่สนใจเรียน ดีแต่แต่งสวย ดีแต่เที่ยวไปวันๆ ความคิดและค่านิยมผิดๆ แบบนี้เกิดขึ้นมากจนแพร่กระจายไปในแวดวงวัยรุ่น ทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเธอนั้นติดลบ คนที่รักแฟชันนี้ก็โดนเหมารวมไปด้วย ดังนั้น ในปี 2015 จึงเกิดภาพยนตร์ที่เปลี่ยนความคิดของสังคมญี่ปุ่นอย่างเรื่อง Biri Gal ภาพยนตร์ญี่ปุ่นแนวตลกดราม่า ที่สร้างจากนวนิยายของอ.โนบุตากะ สึโบตะ

โดยภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของคุโด้ ซายากะ นักเรียนชั้นมัธยมปลาย ที่ถูกพักการเรียนจากการสูบบุหรี่ คบเพื่อนไม่ดี เอาแต่เที่ยวจนไม่รู้เรื่องว่าเรียนอะไรอยู่ด้วยซ้ำ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบอาจารย์สอนพิเศษที่ทำให้เธอเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง จนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยเคโอซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อปของญี่ปุ่นได้ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ปึครึ่งเท่านั้น ทำให้เห็นได้ว่าต่อให้เธอจะเป็นสาวแกล แต่เมื่อตั้งใจแล้วก็สามารถทำตามสิ่งที่ฝันไว้ได้

 

แม้จะเป็นการแต่งหน้าแต่งตัวที่สุดแสบและสุดโต่งเพียงใด สาวแกลก็คือเด็กผู้หญิงที่มีความน่ารักในสไตล์ของพวกเธอเอง และเป็นคนที่ได้ใส่ทั้งใจรักและความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ลงบนเสื้อผ้าของตนเอง ถึงในการ์ตูนมักจะวาดให้เธอเป็นคนร้ายๆ แต่เชื่อว่าหลังจากนี้คุณผู้อ่านจะเข้าใจจิตใจของพวกเธอไม่มากก็น้อยค่ะ

 

อ้างอิง

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *