ก่อนที่เราจะโบกมือบ๊ายบายปี 2561 นี้ อยากทิ้งทวนให้คุณผู้อ่านทุกท่านได้ย้อนอดีตของหนังสือการ์ตูนในบ้านเรากัน เพราะปีนี้ครบรอบ 50 ปีของลิขสิทธิ์การ์ตูนญี่ปุ่นในประเทศไทย กว่าหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นในบ้านเราจะเป็นที่นิยมจนถึงทุกวันนี้นั้น ต้องฝ่าฟันอุปสรรคและเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงมาไม่น้อย วันนี้อนิไทม์ขอนำพาทุกคนย้อนเวลาไปถึงจุดเริ่มต้นของการ์ตูนลิขสิทธิ์ในประเทศไทยก่อนที่จะมาถึงวันนี้กันค่ะ

เดินทางเข้าไทย พ.ศ. 2508

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จและการเปลี่ยนแปลงนี้ต้องย้อนกลับไปช่วงราวปีพ.ศ. 2508 สมัยที่จอโทรทัศน์ยังเป็นขาวดำ เริ่มมีการนำการ์ตูนญี่ปุ่นหรืออนิเมะเข้ามาฉายในไทยเป็นครั้งแรก และเรื่องที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นก็เป็นเรื่องที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันอย่าง เจ้าหนูลมกรด หน้ากากเสือ และเจ้าหนูปรมาณู (หรือเจ้าหนูอะตอมในปัจจุบัน) เรียกได้ว่าเป็นที่ฮือฮาแก่เด็กๆ ในสมัยนั้นมากที่มีการ์ตูนญี่ปุ่นเข้ามาฉายในไทย ทำให้การ์ตูนญี่ปุ่นเริ่มเป็นที่นิยมและกระจายออกไป

จนมีหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2510 จัดทำโดยสำนักพิมพ์การ์ตูนเด็ก ก่อตั้งโดยคุณ ไพบูลย์ วงศรี ที่เป็นคนต้นคิดวิธีลอกลาย หรือการนำกระดาษไขมาวางทับกับต้นฉบับหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแล้ววาดเส้นทาบตามจนเกิดเป็นอีกเล่มที่หน้าตาเหมือนกัน จากนั้นก็ตัดแปะคำแปลภาษาไทยลงไป จนเกิดเป็นหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นฉบับภาษาไทยเกิดขึ้น เรื่องที่เป็นกระแสโด่งดังในสมัยนั้นก็คือ โดราเอมอน กุหลาบแวร์ซายส์ คำสาปพาโรห์ ดราก้อนบอล

ลิขสิทธิ์เจ้าแรก พ.ศ. 2511

จากการเริ่มทำการ์ตูนแบบลอกลาย ผ่านไปเพียงแค่ปีเดียวก็ถือกำเนิดหนังสือการ์ตูนแบบลิขสิทธิ์เกิดขึ้น เรื่องแรกที่ได้รับลิขสิทธิ์ไปครองคงหนีไม่พ้นการ์ตูนที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังคงตราตรึงใจผู้อ่านเสมอมาอย่าง สิงห์น้อยเจ้าป่า ผลงานอันโด่งดังของ อ.เทซึกะ โอซามุ ผู้ที่มีชื่อเสียงในแง่ของการเป็นริเริ่มให้การ์ตูนญี่ปุ่นก้าวไปสู่ยุคใหม่ โดยเรื่องสิงห์น้อยเจ้าป่านี้ทางสำนักพิมพ์ประชาชนเป็นผู้นำลิขสิทธิ์เข้ามา ในสมัยนั้นส่วนใหญ่จะเป็นผลงานของอ.เทะซึกะที่เป็นที่รู้จักกันในไทย ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหนูปรมาณู หรือแบล็กแจ็ก หมอปีศาจ

ซึ่งผลงานของอ.เทะซึกะแต่ละเรื่องที่ได้เขียนขึ้นมานั้น กล่าวกันว่าเป็นการ์ตูนที่นำไปสู่ศักราชใหม่ของวงการการ์ตูนและตัวอาจารย์เองก็ได้สร้างผลงานมากมายกว่า 500 เรื่องเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามต่อให้การ์ตูนลิขสิทธิ์จะเกิดขึ้นในไทยแล้ว แต่ก็ยังถือว่าเป็นน้องใหม่อยู่ถ้าให้เทียบกับบรรดาการ์ตูนเรื่องอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงไร้ลิขสิทธิ์กันอยู่

 

ลิขสิทธิ์ยุคใหม่ พ.ศ. 2535

ผ่านไปเกือบสามสิบปีนับตั้งแต่วันที่การ์ตูนญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่ประเทศไทย อุปสรรคที่แต่ละสำนักพิมพ์ต้องเผชิญก็เดินทางมาถึง เนื่องจากทาง สำนักพิมพ์แอดวานซ์คอมมูนิเคชัน ได้ส่งจดหมายเตือนไปทุกสำนักพิมพ์การ์ตูนญี่ปุ่นทุกเจ้าในไทยให้หยุดตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนผิดลิขสิทธิ์ ทำให้แต่ละเจ้าที่ได้รับจดหมายนั้นถึงกับต้องหยุดการตีพิมพ์ ส่งผลให้หนังสือการ์ตูนในบ้านเราหยุดชะงักและเงียบหายไปนานกว่า 8 เดือนเลยทีเดียว แต่ผลปรากฎว่าก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน เพราะที่จริงแล้วทางสำนักพิมพ์แอดวานซ์คอมมูนิเคชันถือลิขสิทธิ์คอมิกส์ทางฝั่งตะวันตก ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับฝั่งญี่ปุ่นแต่อย่างใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงผ่านพ้นไปด้วยดี

แต่ทว่าเพราะเหตุการณ์นี้เองทำให้หลายสำนักพิมพ์ได้ตัดสินใจยุติการตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนที่ไม่ได้ลิขสิทธิ์ และเลือกที่จะหันหน้าไปเจรจาและจริงจังกับการขอซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกกฎหมายกับทางฝั่งญี่ปุ่นโดยตรงแทน โดยในตอนนั้นเรื่องแรกที่ถูกตีพิมพ์แบบลิขสิทธิ์ก็คือ จิ๋วพลังอึด ของสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนยิ่งใหญ่ที่ทำให้บ้านเรามีการ์ตูนถูกลิขสิทธิ์สืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

กำเนิดนิตยสารการ์ตูน พ.ศ. 2537

หลังจากที่ก่อกำเนิดการ์ตูนลิขสิทธิ์อย่างถ่องแท้ก็เกิดสำนักพิมพ์หลายเจ้าผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด แต่ด้วยความที่ในช่วงแรกของการตีพิมพ์ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่วจนขาดทุนกันมากมาย แต่หนังสือการ์ตูนที่ถูกลิขสิทธิ์ก็มีเพิ่มมากขึ้นจนแทบไม่จะไม่เหลือการ์ตูนผิดลิขสิทธิ์กันให้เห็นแบบในยุคแรกแล้ว ด้วยความที่ทั้งสำนักพิมพ์และหนังสือการ์ตูนเกิดขึ้นมามากมายและเป็นกระแสในยุคนั้น ทำให้บางสำนักพิมพ์เริ่มมีการนำนิตยสารการ์ตูนแบบต้นฉบับของทางญี่ปุ่นมาตีพิมพ์ในไทย ไม่ว่าจะเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน เพราะทางญี่ปุ่นนอกจากการ์ตูนเล่มๆ ที่เราซื้ออ่านกันแล้ว ก็มีตลาดนิตยสารการ์ตูนนี่แหละที่กวาดยอดขายไปไม่น้อยกว่าการ์ตูนเล่มจิ๋วเลย ทางไทยเองพอเห็นว่าญี่ปุ่นเป็นกระแสที่ดีจึงตัดสินใจนำมาตีพิมพ์ออกตีตลาดไทยบ้างและก็ไปได้สวย

โดยนิตยสารการ์ตูนที่วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2537 คือ BOOM ของสำนักพิมพ์เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ (NED) และ C-Kids ของสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ ซึ่งสองเจ้านี้ถือว่าเป็นที่รู้จักของแฟนการ์ตูนแทบทุกคน เด็กในสมัยนั้นจะต้องโตมากับนิตยสารการ์ตูนและอดไม่ได้ที่จะตามอ่าน ตามเก็บซื้อเพื่ออ่านทีละตอนๆ ไปล่วงหน้า โดยไม่ต้องรอเล่มรวมออกมา ถือว่าเป็นความสนุกของการอ่านการ์ตูนในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้

นอกจากสองเจ้าที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีนิตยสาร์การ์ตูนเกิดขึ้นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น KC.Weekly ของสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ หรือ กันกัน ของสำนักพิมพ์บงกช พับลิชชิ่ง และในยุคนั้นนอกจากจะถือกำเนิดนิตยสารการ์ตูนทั้งรายเดือนและรายสัปดาห์ที่มาจากตามฉบับของญี่ปุ่นแล้ว ในบางเล่มก็มีคอลัมน์ของนักเขียนการ์ตูนไทยรวมไว้อีกด้วย รวมถึงในช่วงนี้ยังถือว่าเป็นยุคที่เริ่มมีการตีพิมพ์นิตยสารการ์ตูนไทยอีกด้วย

วันที่ต้องบอกลา พ.ศ. 2557-2559

หลังจากปี 2537 วงการการ์ตูนญี่ปุ่นในไทยก็ดำเนินไปได้ดีเรื่อยๆ เพราะนอกจากจะมีหลายสำนักพิมพ์เกิดขึ้นมาแล้ว ยังถือว่าเป็นการเกิดอุตสาหกรรมซับคัลเจอร์อื่นๆ ตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการคอสเพลย์ งานวาดโดจินชิ เป็นตัวบ่งชี้ว่าการ์ตูนญี่ปุ่นทำให้สังคมไทยเริ่มคึกคักและสนุกกับการ์ตูนมากขึ้น ถือว่าในช่วงนี้เป็นยุคทองของการ์ตูนญี่ปุ่นในไทยเลยก็ว่าได้

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปร่วม 20 ปี โลกเปลี่ยนไปเทคโนโลยีและความทันสมัยก็เริ่มเข้ามาในชีวิตเรามากขึ้น ทำให้วงการการ์ตูนญี่ปุ่นในไทยก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รวมถึงพฤติกรรมการเสพสื่อของคนไทยก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาเช่นกัน อย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือ ผู้คนสมัยนี้เลิกจับหนังสือแต่หันไปจับมือถือกันมากขึ้น ทำให้การติดตามอ่านนิตยสารการ์ตูนของผู้คนลดลงเรื่อยๆ จนวันที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้นก็เดินทางมาถึงเมื่อในปีพ.ศ. 2557 นิตยสาร BOOM ที่หลายคนได้เติบโตมาด้วยกันนั้นตัดสินใจปิดตัวลง ต่อมาปีพ.ศ. 2559 นิตยสาร C-Kids ก็ปิดตัวตามมาติดๆ จนแทบทุกวันนี้ไม่เหลือนิตยสารการ์ตูนให้เราได้อ่านกันอีกแล้ว รวมถึงร้านการ์ตูนขายปลีกและร้านเช่าการ์ตูนก็ปิดตัวลงไปหลายแห่ง ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและเป็นสัญญาณเตือนให้กับวงการหนังสือการ์ตูนในบ้านเรา

อนาคตในมือเรา

เห็นได้ชัดว่าหลังจากที่มีนิตยสารการ์ตูนประกาศยุติการตีพิมพ์ไปมากมาย ก็มีสำนักพิมพ์หลายเจ้าปิดตัวลงอีก ทำให้สำนักพิมพ์ที่ยังคงยืนหยัดอยู่เริ่มตระหนักถึงปัญหาที่จะตามมา เริ่มมีการคิดไอเดียใหม่ๆ ที่จะสามารถเอาใจผู้อ่านให้คงอยู่ในยุคนี้ได้ อย่างการหันไปเปิดให้ อ่านการ์ตูนในรูปแบบดิจิตอล หรือที่เรารู้จักกันในนาม e-book ที่สามารถอ่านการ์ตูนลิขสิทธิ์ได้ในแอปพลิเคชันที่ทางสำนักพิมพ์ได้จัดทำขึ้นมาโดยเฉพาะ

แต่ปัญหาไม่ได้หมดแค่นั้นเมื่อความสะดวกสบายในการอ่านออนไลน์เข้ามา เหล่าการ์ตูนที่ผิดลิขสิทธิ์ก็กลับมาง่ายขึ้นและมีเกลื่อนให้เห็นเต็มไปหมด จนยากที่จะกวาดล้างลงได้ มีหลายเจ้าที่ขาดทุนเพราะมีหลายคนหันไปอ่านการ์ตูนเถื่อนออนไลน์และไม่นิยมซื้อหนังสือการ์ตูนเหมือนดังเคย ด้วยความที่ลูกค้าผู้อ่านลดลงก็จะทำให้สำนักพิมพ์ขาดทุนจนปิดตัวไปนั่นเอง ถือว่าเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับสำนักพิมพ์การ์ตูนญี่ปุ่นในไทยในปัจจุบัน

วงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นในไทย รวมถึงสิ่งพิมพ์ของเจ้าอื่นๆ จะรอดหรือจะร่วงนั้น สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับผู้อ่านทุกท่านที่จะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมการ์ตูนญี่ปุ่นในไทยเติบโตและก้าวไปยังอนาคตได้หรือไม่

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *