home SCOOP เรื่องเล่าของนักเขียนการ์ตูนผู้สร้างตำนานด้วยแขนเพียงข้างเดียว

เรื่องเล่าของนักเขียนการ์ตูนผู้สร้างตำนานด้วยแขนเพียงข้างเดียว

“เย็นวันหนึ่งในฤดูร้อน ฉันเตรียมอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินไปเรียกมิสุกิอย่างเคย เมื่อมองเข้าไปในห้องทำงานก็เห็นเขากำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานอยู่ดังเช่นทุกวัน ความที่มิสุกิไม่มีแขนซ้าย จึงใช้วิธีโน้มตัวไปทางซ้ายเพื่อใช้บ่ากดทับกระดาษให้อยู่กับที่ ตำแหน่งของใบหน้าจึงอยู่เหนือแผ่นกระดาษขึ้นมานิดเดียว มิสุกิจะใช้ผ้าขนหนูพันรอบศีรษะป้องกันไม่ให้เหงื่อหยดใส่ต้นฉบับจนเกิดรอยเปื้อน และเขียนการ์ตูนในท่านั้นติดต่อกันเป็นเวลานาน”
– มุระ มุโนะเอะ
 
คงเป็นเรื่องเหนือความคาดคิดของทุกคนที่คนคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นกลายเป็นนักเขียนระดับตำนานได้โดยปราศจากมือข้างหนึ่งที่เปรียบเสมือนเครื่องมือคู่ชีพของนักเขียนการ์ตูน
 
แต่อ.มิสุกิ ชิเงะรุ (1922-2015) คือนักเขียนการ์ตูนผู้อยู่รุ่นเดียวกับนักเขียนระดับดาวค้างฟ้าอีกหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นอ.เทะซึกะ โอซามุ (แบล็คแจ็ก) อ.อาคัตสึกะ ฟูจิโอะ (โอโซมัตสึคุง) และอ.อิชิโมริ โชทาโร่ (คาเมนไรเดอร์) ไม่เคยมีแขนซ้ายตั้งแต่เริ่มต้นในสายอาชีพนักเขียนการ์ตูน และสร้างผลงานทุกชิ้นรวมถึง ‘คิทาโร่ คุณผีจอมทีเด็ด’ หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อ ‘เกะเกะเกะ คิทาโร่’ โดยใช้แขนขวาเพียงข้างเดียวเท่านั้น
 
เรื่องเริ่มต้นมาจากในปี 1942 อ.มิสุกิในวัย 20 ปีได้ถูกเกณฑ์ไปร่วมรบในสงครามมหาเอเชียบูรพาและถูกส่งไปปาปัวนิวกินี ที่การสู้รบนั้นเป็นไปอย่างโหดร้ายชนิดที่พูดได้ว่าทหารเกณฑ์ที่นั่นถูกส่งไปขาเดียวไม่มีขากลับ อ.มิสุกิทั้งติดเชื้อมาลาเรียและทั้งสูญเสียเพื่อนร่วมเหล่าไปทีละคนๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาก็ต้องสูญเสียแขนซ้ายซึ่งเป็นข้างที่ถนัดจากการปูพรมทิ้งระเบิดโดยกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร
 
อ.มิสุกิกลายเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากทั้งหมดที่ถูกส่งไป ซ้ำความยากลำบากของเขายังไม่สิ้นสุดที่การเสียแขนไปหนึ่งข้างเท่านั้น อาจารย์ยังต้องประสบชีวิตที่อัตคัตในยุคหลังสงครามอีก เขาต้องดิ้นรนทำทุกวิถีทางเพื่อหาเลี้ยงชีพ
 
ไม่ว่าจะลงทุนซื้อรถถีบพ่วงที่นั่งโดยสารเพื่อปล่อยเช่า แต่ก็หากินได้จนถึงยุคที่รถยนต์แพร่หลาย ซื้ออพาร์ทเมนต์เพื่อปล่อยเช่าแต่สุดท้ายก็ผ่อนไม่ไหวและต้องขายต่อ รับจ้างวาดหุ่นละครกระดาษ (คามิชิไบ) ได้เพียงไม่นานโทรทัศน์ก็เข้ามา ธุรกิจหุ่นละครกระดาษก็ตายตามไปอีก ก้มหน้าก้มตาเขียนการ์ตูนให้เช่าก็ถูกกดและโกงค่าต้นฉบับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนธุรกิจการ์ตูนให้เช่าก็ตายตามไปเมื่อมีนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์เข้ามา
 
ทรัพย์สินของอาจารย์แวะเวียนเข้าโรงรับจำนำแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ถึงขั้นรวมปึกตั๋วจำนำมายืนยันความแร้นแค้นเพื่อขับไล่เจ้าหน้าที่สรรพากรที่ตามมาเค้นเพราะรายได้ดูน้อยเกินไปได้ แต่เขาก็ตรากตรำพร้อมกับแขนขวาข้างเดียวและภรรยา จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 1963 เขาได้รับการติดต่อให้เขียนการ์ตูนรายเดือนกับนิตยสารกาโร่ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานเก่าที่ไว้ใจได้ นิตยสารกาโร่เป็นที่แจ้งเกิดผลงานของอ.มิสุกิ ซึ่งนำไปสู่การทาบทามจากนิตยสารโชเน็นแมกกาซีนของสำนักพิมพ์ใหญ่อย่างโคดันชะ และเป็นที่กำเนิดของ ‘คิทาโร่แห่งสุสาน’ ซึ่งต่อมากลายเป็นชื่อ ‘อสูรน้อยคิทาโร่’ ที่เรารู้จักในทุกวันนี้
 
การสูญเสียแขนข้างหนึ่งมีส่วนทำให้ชีวิตของอาจารย์ยากลำบากอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ในอีกแง่หนึ่ง แขนข้างที่หายไปของเขาคือเครื่องเตือนใจของความโหดร้ายของสงครามและความสำคัญของสันติภาพ และเขาก็ได้สื่อแก่คนรุ่นหลังผ่านคิทาโร่และผองเพื่อนนั่นเอง
 
ชีวประวัติของอ.มิสุกินั้นยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมากมายในหนังสือ ‘เกะเกะเกะ…หลังบ้านนี้มีความรัก’ ซึ่งเขียนโดยคุณมุระ นุโนะเอะ ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของอ.มิสุกินั่นเอง ไม่เพียงประวัติของอาจารย์จะน่าสนใจขนาดได้ทำละครแล้ว ยังแทรกด้วยเกร็ดวัฒนธรรมท้องถิ่น สังคมญี่ปุ่นในยุคก่อน และประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่ามากมาย ต่อให้ตอนนี้ยังไม่เคยติดตามผลงานของอ.มิสุกิก็ยังน่าอ่านมากๆ สำหรับชีวิตอันเข้มข้นของนักเขียนยุคหนึ่งค่ะ
Anitime STORE มีจำหน่ายในราคาพิเศษเล่มละ 100 บาท (จากราคาปก 165 บาท) นี่เป็นล็อตตัดสต็อกล็อตสุดท้ายที่เรามีเหลือแล้ว สภาพปกภายนอกประมาณ 80% แต่หน้ากระดาษด้านในและคุณค่าของเนื้อหายังเต็มร้อยค่ะ เล่มนี้คิดค่าส่งลงทะเบียนให้พิเศษเพียง 20 บาท (จากปกติ 40 บาท) ด้วย ท่านไหนอยากได้ inbox เข้าเพจมาได้เลยนะคะ

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.