ช่วงนี้ประเทศไทยอากาศร้อนชนิดที่ว่าตับแตกตับไหม้จนไม่อยากออกจากบ้านเลยทีเดียว และถ้าจะให้นึกถึงเมนูที่ดับร้อนก็คงจะเป็นน้ำอัดลมใส่น้ำแข็งเย็นชื่นใจ หรือไอศกรีมหวานชุ่มฉ่ำ แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นของหวานดับร้อนที่ขึ้นชื่อมากที่สุดเห็นจะเป็น คาคิโกริ หรือน้ำแข็งไสราดน้ำหวานที่เรารู้จักกันดี แต่รู้กันไหมว่าน้ำแข็งไสที่ดูเหมือนจะเป็นของหวานที่เราเห็นมาตั้งแต่เกิด แท้จริงแล้วมีอายุยาวนานถึง 900 ปี! จุดกำเนิดยาวนานขนาดนี้แล้วในสมัยนั้นสามารถทำน้ำแข็งไสด้วยวิธีไหนกันนะ?

หวานเย็นกรุบกรอบ

น้ำแข็งไสที่เรากินกันมาตั้งแต่เด็กนั้น คนญี่ปุ่นจะเรียกกันว่า คาคิโกริ (かき氷) ของหวานคลายร้อนชนิดหนึ่งที่ทำมาจากน้ำแข็งที่ผ่านการไสให้เป็นฝอย ราดด้วยน้ำหวานหลากสีหลากรส และปิดท้ายด้วยนมข้น แน่นอนว่าน้ำหวานที่เราเห็นกันบ่อยมากที่สุดคงหนีไม่พ้นสีแดงของรสสตรอเบอร์รี และยังมีรสยอดนิยมอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น เชอร์รี, เลมอน, ชาเขียว, องุ่น, เมลอน และบลูฮาวาย เรามักจะพบเห็นคาคิโกริได้ตามงานเทศกาลหน้าร้อน เพราะถือว่าเป็นของหวานขึ้นชื่อที่คลายร้อนได้เป็นอย่างดี อย่างถ้าในงานเทศกาลอาหารคาวขึ้นชื่อก็คงจะเป็นยากิโซบะ ทาโกะยากิ แต่สำหรับของหวานก็คงต้องเป็นน้ำแข็งไสคาคิโกริอย่างแน่นอน แต่ปัจจุบันนี้คาคิโกริไม่ได้ขายแค่ตามงานเทศกาลดั่งแต่ก่อน แต่ยังถูกนำมาขายในร้านคาเฟ่ ร้านสะดวกซื้อ หรือเป็นของหวานในร้านอาหารดังมากมาย

จุดที่ทำให้คาคิโกริของญี่ปุ่นเป็นที่นิยมจนถึงทุกวันนี้ก็คงจะเป็นความนุ่มละมุนของตัวน้ำแข็ง ที่กลั่นออกมาได้ละเอียดจนแทบละลายในปาก แถมสมัยนี้บางเจ้ายังนำนมข้นลงไปผสมระหว่างปั่นเกล็ดน้ำแข็งอีกด้วย ทำให้ตัวน้ำแข็งมีความหอมหวาน กินแล้วชื่นใจสุดๆ

 

เกือบสหัสวรรษที่ดับร้อนมา

ประวัติของน้ำแข็งไสนั้นมีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยเฮอันหรือช่วงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 11 โดยอ้างอิงจากบันทึกของกวีหญิง เซ โซนะงน ที่ได้บันทึกไว้ในหนังสือข้างหมอน ‘มากุระ โนะ โซชิ’ หรือหนังสือบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่น่าสนใจในราชสำนักเฮอัน เธอได้เขียนไว้ว่าน้ำแข็งไสเป็นของหวานสำหรับชนชั้นสูงในสมัยนั้น เนื่องจากวัตถุดิบต้องผ่านการกลั่นกรองจากธรรมชาติและจะต้องเป็นฤดูหนาวเท่านั้นถึงจะสร้างน้ำแข็งขึ้นมาได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำน้ำแข็งไสกินกันได้แบบทุกวันนี้

แน่นอนว่าย้อนไปกว่า 900 ปีที่แล้ว ย่อมไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกเหมือนสมัยนี้ ตัวน้ำแข็งไสจะได้จากน้ำแข็งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและนำมีดหรือพวกของมีคมมาขูดจนได้เป็นเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ ส่วนตัวน้ำหวานที่เอาไว้ราดบนน้ำแข็งสกัดได้จากน้ำยางของเปลือกไม้ชนิดหนึ่งที่มีรสชาติหวาน ถ้าให้เปรียบง่ายๆ ก็คงเป็นน้ำเชื่อมแบบในปัจจุบัน

ต่อมาเมื่อเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 19 (ยุคปลายเอโดะ) น้ำแข็งก้อนจากบอสตันที่เดินทางข้ามทวีปมาจากอเมริกาก็ได้เผยแพร่เข้าสู่ญี่ปุ่น ทำให้ชาวญี่ปุ่นเริ่มรู้จักน้ำแข็งไสและนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนชาวบ้านคนทั่วไปก็เริ่มนำมาค้าขายกันทั่วเมือง ราคาน้ำแข็งไสในสมัยนั้น 1 ถ้วย = 80-100 เยน (ราว 30 บาท) แต่ถึงจะเริ่มนิยมมากเท่าไรก็ยังคงใช้ของมีคมขูดไสกันอยู่ดี จนเมื่อเดินทางเข้าสู่ช่วงยุคเมจิ หรือราวปี 1887 ก็ได้ก่อกำเนิดเครื่องทำน้ำแข็งไสขึ้นแบบเป็นชิ้นเป็นอัน สร้างขึ้นโดย คุณมุราคามิ ซาบุโระ ในเมื่อมีเครื่องมือช่วยทุ่นแรงในการทำน้ำแข็งไสอร่อยๆ แล้ว นับแต่นั้นมาน้ำแข็งไสก็เป็นที่รู้จักวงกว้างและกลายเป็นของหวานยอดนิยมในหน้าร้อนกันมากขึ้น

 

หวานอย่างเดียวคงไม่พอ

นอกจากน้ำแข็งไสที่ราดด้วยน้ำหวานสีๆ อย่างที่เรารู้จักกันดี ญี่ปุ่นยังลองคิดค้นน้ำแข็งไสสูตรใหม่ไม่ซ้ำใครอย่าง อากะฟุคุจิ (赤福氷) ที่นำชาเขียวและโมจิถั่วแดงกวนที่เป็นของขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่นมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

โดยตัวน้ำแข็งจะราดด้วยน้ำหวานรสชาเขียวและทานคู่กับโมจิถั่วแดงกวน อีกทั้งยังนิยมเสิร์ฟพร้อมกับชาร้อนๆ ถ้ากินน้ำแข็งไสแล้วหนาวกายมากเกินไป ก็สามารถดับหนาวได้ด้วยชาร้อนเบาๆ นับว่าเป็นการจับคู่กันได้อย่างลงตัวมาก ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงชาเขียวทีไรก็ต้องนึกถึงถั่วแดงตามมา บางครั้งหลายคนอาจจะเคยเห็นเจ้าอากะฟุคุจิตามร้านอาหารต่างๆ กันมานักต่อนัก แต่แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดมาจากจังหวัดมิเอะ ตั้งแต่ช่วงปี 1961 (โชวะที่ 36) เท่ากับว่าเป็นของหวานที่มีอายุมากว่า 60 ปีแล้วเลยทีเดียว

หรือจะเป็นที่ล้ำกว่านั้นอย่าง ชิโระคุมะ (白熊) ฟังจากชื่อก็คงจะสงสัยว่าเกี่ยวอะไรกับหมีขาว? เพราะชิโระคุมะแปลว่า หมีขาว แต่ความจริงแล้วคือน้ำแข็งไสประเภทหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายหมีมีขาวตามชื่อ เพราะตัวน้ำแข็งไสจะปั่นผสมกับนมข้นหวาน ที่ให้นอกจากเนื้อน้ำแข็งจะละมุนลิ้นแล้วยังมีรสชาติหวานในตัวอีกด้วย นอกจากนี้จุดเด่นของชิโระคุมะยังมีท็อปปิ้งที่เต็มไปด้วยความคัลเลอร์ฟูลอย่างการโปะผลไม้นานาชนิด ไม่ว่าจะ ส้มแมนดาริน เชอร์รี สัปปะรด ถั่วแดง และปิดท้ายด้วยลูกเกด 3 เม็ด ที่เป็นสัญลักษณ์แทนลูกตาและจมูกจิ้มลิ้มของหมีขาว

เห็นหน้าตาชิโระคุมะดูทันสมัยขนาดนี้ แต่แท้จริงแล้วต้นกำเนิดมีมาตั้งแต่กลางสมัยยุคเอโดะ จุดเริ่มต้นมาจากเจ้าของร้านสายไหมในจังหวัดคาโกชิมะได้ทำธุรกิจเสริมเป็นร้านน้ำแข็งไสผสมนมข้นหวาน ส่วนชื่อที่มาของชิโระคุมะมาจากการที่เขาได้เห็นลายหมีขาวบนกระป๋องนมข้นหวานที่ใช้อยู่ทุกวันนั่นเอง

 

ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะว่าน้ำแข็งไสราดน้ำหวานที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้จะกลายเป็นขนมหวานคลายร้อนที่มีมาตั้งแต่สมัยเฮอัน หรือราว 900 กว่าปีมาแล้ว มีก่อนที่เครื่องทำแข็งไสจะเกิดขึ้นมาซะอีก นับว่าเป็นความหัวใสของชาวญี่ปุ่นในสมัยโบราณที่นำความเย็นของน้ำแข็งมาสร้างสรรค์เป็นเมนูดับร้อนได้อย่างเพอร์เฟ็กต์ ร้อนนี้ก็อย่าลืมไปหาน้ำแข็งไสมาดับร้อนกันนะคะ แต่ทานของเย็นๆ ในหน้าร้อนก็ระวังท้องเสียกันด้วยล่ะ~

 

อ้างอิง

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *