หลายคนคงเคยเห็นถุงผ้าขนาดเล็กที่ติดอยู่กับกระเป๋าหรือห้อยลงมาจากกระจกรถในประเทศญี่ปุ่น สิ่งนั้นคือ เครื่องรางญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันว่า โอะมาโมริ ซึ่งเป็นประเพณีพื้นบ้านที่เชื่อมโยงกับสองศาสนาหลักของญี่ปุ่นและยังคงปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน สิ่งนี้ล้วนแล้วแต่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก เพราะรูปลักษณ์ที่เรียบง่าย สวยงามและดูน่าพกพาจนถึงขนาดมีการสั่งซื้อกันข้ามประเทศ วันนี้เราจึงจะพาทุกคนไปเจาะลึกกันดูว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่

 

โอะมาโมริ แม้จะดูเล็กแต่มีความหมายยิ่งใหญ่

โอะมาโมริ  เป็นเครื่องรางทางศาสนาของชาวญี่ปุ่น เชื่อกันว่าจะคอยปกป้องในเรื่องต่างๆ ให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของ โดยคำว่าโอะมาโมรินั้นมาจากคำว่า มาโมรุ ซึ่งหมายถึงการ ปกป้อง จึงเสมือนเป็นสิ่งที่คอยปกป้องคุ้มครองและเป็นตัวช่วยเสริมดวงของคนญี่ปุ่นมาอย่างช้านาน

ลักษณะของโอะมาโมริส่วนใหญ่มักทำจาก ผ้าทอ สวยงาม โดยข้างในจะใส่ กระดาษ แผ่นไม้ ผ้า โลหะ ที่มีรูปของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือคำอธิษฐานลงไปในห่อผ้าแล้วจึงเอาเชือกผูกปิดปากถุง เนื่องจากมีขนาดเล็กจึงทำให้ผู้คนส่วนใหญ่นิยมห้อยไว้ที่กระเป๋า โทรศัพท์มือถือและในรถยนต์เพื่อปกป้องภัยร้ายในชีวิตประจำวัน

 

นักประวัติศาสตร์ได้มีการพบหลักฐานการใช้เครื่องรางนี้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 โดยวิวัฒนาการรูปแบบมาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพุทธและลัทธิชินโตแบบดั้งเดิมให้พกพาได้ง่ายขึ้นและมีความหมายไปพร้อมๆ กัน

แม้ในอดีตการทำโอะมาโมริจะเป็นหน้าที่ของ มิโกะ ของศาลเจ้าในการทำพิธีให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ แต่ทุกวันนี้โอะมาโมริส่วนใหญ่จะผลิตขึ้นในโรงงานแล้วค่อยทำพิธีโดยนักบวชทีหลัง อย่างไรก็ตามศาลเจ้าบางแห่งยังคงสร้างโอะมาโมริในแบบดั้งเดิมอย่างศาลเจ้าใหญ่ที่ อิเสะ เป็นต้น

เราสามารถหาโอะมาโมริได้จากทั้งศาลเจ้าและวัด โดยมีหลายราคาตั้งแต่หลักไม่กี่ ร้อยเยน ไปจนถึงหลัก พันเยน ยิ่งถ้าเป็นของศาลเจ้าหรือวัดดังแล้วละก็จะยิ่งแพง ถ้าให้เทียบกันแล้วก็คงไม่ต่างอะไรไปจากของขลังเมืองไทยที่หากได้รับการปลุกเสกจากพระมีชื่อเสียงก็จะยิ่งมีราคานั่นเอง

 

ประเภทของโอะมาโมริ

โอะมาโมรินั้นมีรูปแบบหลักๆ อยู่สองแบบ แบบแรกจะเป็นรูป สัญลักษณ์ ต่างๆ โดยรูปดั้งเดิมจะเป็นรูปทรง ระฆัง ค้อน และ ขวดน้ำเต้า ที่ปรากฏในนิทานพื้นบ้านโบราณ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพและความเป็นอมตะ แต่ก็ได้วิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนรูปทรงที่เห็นได้บ่อยที่สุดคือรูปสัญลักษณ์ของ สัตว์จักรราศี อย่างรูปทรงวัวที่เป็นตัวแทนของ ราศีพฤษภ เป็นต้น

 

แบบที่สองคือเครื่องรางรูป ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือที่เป็นแบบห่อผ้าต่างๆ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจนปรากฏออกมาในสื่อต่างๆ ให้เราได้เห็นทั่วไป โดยรูปแบบนี้จะได้รับพลังจากตัวอักษรที่เขียนลงบนกระดาษหรือไม้แล้วใส่ลงไปในห่อผ้า เนื่องจากทำขึ้นได้ง่ายและยังสอดคล้องกับการตลาดมากกว่าแบบแรก ทำให้สามารถแบ่งย่อยเป็นประเภทต่างๆ ตามกำลังการเสริมดวงได้อย่างหลากหลาย ยกตัวอย่างหลักๆ เช่น

สุขภาพ                             การเงิน                          ความรัก                         การศึกษา                       การเดินทาง 

และยังสามารถแบ่งได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ การไล่ปีศาจ ความโชคดีหรือกระทั่งการคลอดบุตรก็มี เรียกได้ว่าหากเราต้องการเสริมดวงด้านใดก็ให้พกโอะมาโมริในด้านนั้นๆ ได้เลย

 

ข้อควรรู้สำหรับโอะมาโมริ

หลายคนอาจคิดว่าการพกเครื่องรางนั้นไม่จำเป็นต้องมีวิธีการอะไรที่ยุ่งยาก แต่เครื่องรางบางอย่างก็จำเป็นต้องมีความใส่ใจในเรื่องที่เล็กน้อยด้วย โอะมาโมริเองก็เช่นกันที่มีข้อควรรู้ในเรื่องต่างๆ ที่มากกว่าแค่การพกไว้กับตัว

 

ห้ามเปิดดูข้างในโอะมาโมริเด็ดขาด

ถึงแม้เครื่องรางนี้จะใส่อยู่ในถุงเล็กๆ ที่ชวนให้อยากมองว่าข้างในมีอะไรอยู่ แต่การเปิดดูเพื่อสำรวจว่าด้านในเครื่องรางมีอะไรอยู่นั้นเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าคนๆ นั้นไม่มีความเชื่อในตัวเทพเจ้า ทำให้การเปิดดูด้านในนั้นเป็นข้อห้ามที่ห้ามทำเด็ดขาด เนื่องจากความเชื่อในเรื่องราวของสิ่งที่มองไม่เห็นนั้น ผู้ที่ศรัทธาจะต้องมีจิตใจที่มีความศรัทธาอย่างลึกซึ้ง หากไม่มีความศรัทธาที่มากพอและได้เปิดดูข้างในจะทำให้โอะมาโมรินั้นหมดซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ไปโดยปริยาย

 

แม้เป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์แต่ก็มีอายุการใช้งาน

โอะมาโมริจะมีขอบเขตระยะเวลาที่จะให้ผลตามคำอธิษฐานได้ดีที่สุดในช่วงเวลา 1 ปี จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าพอครบปีแล้วโอะมาโมริจะเสื่อมสภาพไปหรือหมดความศักดิ์สิทธิ์ แต่ว่าเมื่อเราพกพาโอะมาโมริไปที่ต่างๆ ก็อาจจะทำให้เกิดความ สกปรก และ แปดเปื้อน สิ่งไม่ดีต่างๆ ก็จะทำให้เครื่องรางไม่สามารถแสดงผลได้เต็มที่

และถึงแม้ว่าเราจะสมหวังกับสิ่งที่ขอหรือไม่ก็ตามก็ขอแนะนำว่าให้กำจัดดีที่สุด เช่นในกรณีที่เป็นเครื่องรางแบบเฉพาะเจาะจงอย่างการขอพรให้สอบผ่านหรือขอพรให้คลอดลูกอย่างปลอดภัยก็ควรนำไปกำจัดเมื่อครบกำหนดเวลา โดยปกติแล้วคนญี่ปุ่นจะเปลี่ยนเครื่องรางใหม่เมื่อถึงสิ้นปีเหมือนต้อนรับสิ่งใหม่ๆ ในปีใหมนั่นเอง

 

เมื่อครบปีต้องนำโอะมาโมริไปคืน

โอะมาโมริเป็นเครื่องรางที่ไว้เคารพบูชา ดังนั้นเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนใหม่ก็ควรทำด้วยความเคารพ เพราะเชื่อว่าภายในเป็นที่ที่เทพเจ้าสถิตอยู่ หากเราได้รับมาจากที่ใดก็ให้นำไปคืนที่นั่น พร้อมกับ แสดงความขอบคุณเครื่องราง สำหรับสิ่งที่ผ่านมาตลอดหนึ่งปี โดยที่ศาลเจ้าหรือที่วัดนั้นจะมีกล่องสำหรับใส่เครื่องรางเก่าโดยเฉพาะเอาไว้แล้วจะมีการจัดพิธีเพื่อเผาทิ้งในภายหลัง

 

แต่ว่ามีข้อควรระวังอยู่ข้อหนึ่งคือ เครื่องรางที่บูชามาจากศาลเจ้าให้นำกลับไปที่ ศาลเจ้า และหากบูชาเครื่องรางมาจากวัดก็ให้นำเอากลับไปให้ที่ วัด เป็นผู้จัดการ ในกรณีที่เราไม่สะดวกนำไปคืนที่ศาลเจ้าหรือวัดเดิมจริงๆ เราสามารถนำไปคืนที่ศาลเจ้าหรือวัดในละแวกใกล้เคียงได้

หากไปคืนที่เดิมไม่ได้หรือคืนที่อื่นก็ไม่ได้ด้วย เราก็ยังทำการส่งคืนทาง ไปรษณีย์ ได้ ซึ่งสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากทางศาลเจ้าหรือที่วัดก่อนได้เลย แล้วก็ควรมีค่าใช้จ่ายในจำนวนที่เท่ากับตัวเครื่องรางพร้อมเขียนจดหมายแสดงความรู้สึกขอบคุณแนบไปกับเครื่องรางที่นำส่งด้วย เรียกได้ว่าอำนวยความสะดวกในการคืนได้หลากหลายช่องทางกันเลยทีเดียว

 

กำจัดโอะมาโมริด้วยตัวเองอย่างไรให้ถูกวิธี

แต่หากไม่อยากยุ่งยากในการคืนโอะมาโมริ เราก็สามารถกำจัดเครื่องรางที่ไม่ใช้แล้วด้วยตัวเองได้ด้วยการเผา โดยมีวิธีการคือนำโอะมาโมริที่ต้องการกำจัดไปห่อด้วย กระดาษสีขาว แบบมาตรฐานของญี่ปุ่นที่ใช้เขียนพู่กัน (ขนาด 35x25cm) และ โรยเกลือ ประมาณ 1 หยิบมือก่อนนำไปเผาไฟจนกลายเป็นเถ้า ซึ่งการที่ใช้กระดาษขาวและเกลือนี้เป็นการสื่อถึง การชำระล้างให้บริสุทธิ์ ทำให้ความแปดเปื้อนที่สะสมไว้ในโอะมาโมริได้สลายหายไปกับกองไฟนั่นเอง

 

 

 

โอะมาโมริในโลกปัจจุบัน

ในอดีต การที่เราจะได้พบเจอกับ โอะมาโมริ นั้น แน่นอนว่าเราจะต้องเดินทางไปที่ศาลเจ้าหรือวัดในช่วงเวลาสำคัญๆ เช่นช่วงขึ้นปีใหม่ วันฉลองบรรลุนิติภาวะหรือช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนและนักศึกษาจะไปขอพรก่อนการสอบ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันโอะมาโมริเริ่มมีการจำหน่ายเพื่อการตลาดมากขึ้น เรียกได้ว่าแม้ไม่ต้องไปถึงศาลเจ้าหรือวัดเหมือนเมื่อก่อนก็สามารถพบได้ตามร้านขายของฝากหรือร้านค้าทั่วไปในญี่ปุ่น

 

ซึ่งที่มาของโอะมาโมริเหล่านี้นั้นไม่ได้มาอย่างถูกต้องตามหลักพิธีกรรม แถมเชื่อกันว่าไม่มีคุณสมบัติป้องกันโชคร้ายหรือนำเรื่องดีๆ มาให้เจ้าของด้วย โดยส่วนมากจะเน้นรูปลักษณ์ภายนอกเพื่อการตลาดเป็นหลัก อย่างการใช้รูปทรงที่น่ารัก ดีไซน์สวยและมักจะใช้ตัวการ์ตูนยอดนิยมมาเป็นแบบ นอกจากนี้ยังมีโอะมาโมริในแบบแปลกๆ และเฉพาะทางเกิดขึ้นมากมายจนกลายเป็นกระแส อย่าง โอะมาโมริสำหรับสัตว์เลี้ยง หรือ โอะมาโมริด้านข้อมูลโซเชียล เป็นต้น

ทำให้คิดได้ว่าโอะมาโมริจะยังคงอยู่คู่กับชาวญี่ปุ่นต่อไปอีกช้านาน ถึงรูปลักษณ์จะถูกเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความหมายในการพกพาจะกลายเป็นในแง่ของเครื่องประดับก็ตาม แต่อีกด้านหนึ่งก็ช่วยย้ำเตือนให้เราได้รู้จักและให้ความสนใจในการรักษาประเพณีนี้มากขึ้นเช่นกัน

เครื่องรางไม่ได้มีไว้แล้วจะปลอดภัยหากแต่คอยช่วยเตือนใจให้เรามีสติอยู่เสมอ อย่างเช่นการเดินทางนั้นไม่ใช่แค่มีเครื่องรางคุ้มภัยในการเดินทางก็จะรอดปลอดภัย แต่ต้องมีสติในการเดินทางต่างหาก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับความพยายามและการลงมือทำ ซึ่งเครื่องรางเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ช่วยเยียวยา ยึดเหนี่ยวและให้กำลังใจเราในการใช้ชีวิตเพียงเท่านั้น

 

อ้างอิง

en.wikipedia.org

lionsign.net

tofugu.com

tokyocreative.com

 

ยังมีบทความ ข่าวสาร และสาระดีๆ เกี่ยวกับการ์ตูนอีกมากมาย!

ติดตามอัพเดตไวสุดๆ ทางทวิตเตอร์! |

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *